หุ้น AI ยังไปต่อ แต่พอร์ตต้องสมดุล บลจ. กรุงศรี แนะเพิ่มหุ้นปลอดภัย รับมือสงคราม-เงินเฟ้อครึ่งหลัง

Investment

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

หุ้น AI ยังไปต่อ แต่พอร์ตต้องสมดุล บลจ. กรุงศรี แนะเพิ่มหุ้นปลอดภัย รับมือสงคราม-เงินเฟ้อครึ่งหลัง

Date Time: 24 ก.ค. 2569 18:03 น.

Video

Aunyanuphap Consulting คู่คิดธุรกิจครอบครัว | On The Rise EP.27

Summary

บลจ.กรุงศรี คาดเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังขยายตัวต่อเนื่อง แม้มีความเสี่ยงจากสงครามและการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกโต 2.8% แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้ากลุ่ม AI และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในโครงการ Data Center และ Cloud
  • กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้กระจายพอร์ตแบบ Barbell ถือหุ้นเติบโตสูงควบคู่กับหุ้น Defensive และหุ้นปันผลเพื่อลดความผันผวน
  • ดัชนี SET ในช่วงครึ่งปีหลังคาดการณ์กรอบที่ 1,400-1,700 จุด โดยมีจุดเด่นที่อัตราเงินปันผลเฉลี่ย 5-7% และงบดุลบริษัทที่แข็งแกร่ง
  • บลจ.กรุงศรี ตั้งเป้าหมายมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) สิ้นปีนี้ไว้ที่ 7.2 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าออกกองทุนใหม่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

Latest


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) ประเมินเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ยังขยายตัวต่อ แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่การลงทุนด้าน AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก พร้อมแนะนักลงทุนกระจายพอร์ตเพิ่มหุ้นกลุ่ม Defensive ควบคู่กับหุ้นเทคโนโลยีเพื่อกระจายพอร์ตให้สมดุลมากขึ้นเพื่อรับมือความผันผวนของตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง

ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทั่วโลกที่อาจเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยในปีนี้ จากต้นทุนพลังงานและราคาชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่สูงขึ้น ก่อนจะกลับเข้าสู่ทิศทางชะลอตัวในปี 2570

สำหรับไทย ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตดีกว่าคาด GDP ไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาด โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกที่เติบโต 17% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 4 ประเทศหลักของเอเชียที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว บวกกับภาคการผลิตที่กลับมาฟื้นตัว

ด้านปัจจัยขับเคลื่อนในอนาคต ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่โครงการ Data Center และ Cloud จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อ และภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงติดลบและฟื้นตัวช้าเนื่องจากต้นทุนการเดินทางทั่วโลกที่สูงขึ้น

หุ้นไทยเด่นปันผล AI ยังเป็นธีมหลัก

ตลาดหุ้นไทยยังมีมุมมองเชิงบวก จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ และการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 96.87 บาทต่อหุ้น

โดย บลจ.กรุงศรี มองกรอบล่างของดัชนี SET ในช่วงครึ่งปีหลังที่ 1,400-1,700 จุด และมีเป้าหมายการปรับตัวขึ้นในระดับ 1,650 - 1,700 จุด หากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนออกมาไม่แย่อย่างที่ตลาดกังวล

แม้ว่าหุ้นไทยไม่ใช่ตลาดที่เน้นการเติบโตสูง แต่มีจุดเด่น คือ เงินปันผลเฉลี่ย (Dividend Yield) ในระดับ 5-7% และงบดุลของบริษัทที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเสถียรภาพและกระแสเงินสด นอกจากนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น กรณีหุ้น Delta ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงถึงเกือบ 20% ของตลาด แต่มีสัดส่วนกำไรจริงเพียงไม่ถึง 3%

ในฝั่งตลาดหุ้นต่างประเทศ บลจ.กรุงศรี มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่กำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง หนึ่งในนั้น คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดของปี 2569 เนื่องจากการลงทุนด้าน AI ยังขยายตัวต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถึงเวลาปรับพอร์ต เพิ่มสินทรัพย์ Defensive

การวางกลยุทธ์ลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง นักลงทุนควรพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการลงทุนใน AI และการกระจายพอร์ตลงทุนให้สมดุลระหว่างสินทรัพย์เติบโตและสินทรัพย์เชิงรับ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง บลจ.กรุงศรี แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นระดับ Neutral โดยถือสินทรัพย์เติบโตควบคู่กับหุ้นเชิงรับ (Defensive) โดยพอร์ตแกนหลัก (Core Portfolio) แนะนำลงทุนในดัชนีหุ้นโลก (Global Index) เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงและไปได้เรื่อยๆ โดยแนะนำให้แบ่งสัดส่วนถือแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) เนื่องจากต้นทุนการทำ Hedging ปัจจุบันสูงมากถึง 3.2 - 3.4% ต่อปี 

ขณะที่ส่วนเสริม (Satellite Portfolio) ใช้กลยุทธ์แบบ Barbell คือ แบ่ง 10% ลงทุนในกลุ่มเติบโตสูงเช่น Global Tech, Asia Tech และ Chinese Tech โดยที่อีกด้านควรเพิ่มน้ำหนักหุ้น Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

คงมุมมอง Neutral ต่อตราสารหนี้

ด้านตลาดตราสารหนี้ บลจ.กรุงศรี ให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ Neutral เนื่องจากมองว่าโอกาสการลดดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับผลตอบแทนพันธบัตรในปัจจุบันยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทางเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตามประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ 

บลจ.กรุงศรี ระบุว่าโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความน่าสนใจกว่าตราสารหนี้ไทย โดยแนะนำให้ระมัดระวังการกระจุกตัวในกลุ่ม Private Credit ที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ค้างสูงยาวนาน ทั้งนี้แนะนำถือพันธบัตรระยะสั้น (10%) เพื่อรักษาสภาพคล่องควบคู่กับตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาว (20-25%) และเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยเปิดรับความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) ในสัดส่วน 20-50% เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุน Hedging 

ตั้งเป้า AUM แตะ 7.2 แสนล้านบาท

ด้าน สุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ.กรุงศรี) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี มีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 691,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนรวม 531,000 ล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล 101,000 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 59,000 ล้านบาท โดยครองส่วนแบ่งตลาด 6.3% และยังคงเป้าหมาย AUM ทั้งปีไว้ที่ 720,000 ล้านบาท 

“ในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่ KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท” 

พร้อมรักษาความเป็นผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Funds) ที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท ขณะที่แผนธุรกิจครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เพื่อนำเสนอกองทุนใหม่ที่มีความหลากหลายตอบโจทย์นักลงทุนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ



ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ