
ในโลกของการเงินและการลงทุนยุคปัจจุบัน เรามักได้ยินคำว่า “Wealth Management” หรือการบริหารความมั่งคั่ง ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง
ธนาคารและสถาบันการเงินเกือบทุกแห่งต่างพยายามยกระดับการให้บริการ ตั้งแต่การสร้าง Privilege Banking ไปจนถึง Private Banking พร้อมทั้งชูจุดขายเรื่อง “Open Architecture” หรือระบบเปิดที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากหลากหลายค่ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด
แต่ภายใต้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีให้เลือกละลานตาบนชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ตการเงินเหล่านี้ ลูกค้าในประเทศไทยได้รับการตอบสนองความต้องการที่แท้จริงแล้วหรือยัง
หรือจริงๆ แล้ว การลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงการนำเสนอขายผลิตภัณฑ์เป็นรายตัว โดยขาดพอร์ตโฟลิโอที่เป็นเนื้อเดียวกันและตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตอย่างแท้จริง
นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ ในตลาดบริหารความมั่งคั่งของไทยที่ บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มองเห็น และกลายเป็นที่มาของการเปิดตัวบริการ “Private Fund” หุ้นไทยและหุ้นอาเซียนเป็นครั้งแรก
โดยกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท หวังเข้ามาอุดรอยรั่วและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจจะไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขความมั่งคั่งหรือ Wealth ของประชากรไทยกลับสวนทางอย่างน่าสนใจ
อารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หากเปรียบเทียบในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยมีความมั่งคั่งสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์ที่ครองอันดับ 1 และอินโดนีเซียในอันดับ 2
โดยกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงมากระดับ Ultra High Net Worth (UHNW) หรือผู้ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงกลุ่ม High Net Worth (HNW) ที่มีสินทรัพย์ราว 30 ล้านบาทขึ้นไปในประเทศไทยนั้น มีจำนวนเยอะมากและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม Wealth Management ของไทยกลับยังมี ช่องว่างขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครเข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์
แม้มีผลิตภัณฑ์การลงทุนมากมายในตลาด แต่กุญแจสำคัญคือการบริหารพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งเหมือนกับภาพการไปซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีของทุกอย่างอยู่บนชั้นวาง แต่การนำวัตถุดิบทั้งหมดมารวมกันในตะกร้า ไม่ได้หมายความว่าอาหารจานนั้นจะออกมาอร่อย
ดังนั้น การลงทุนก็เช่นกัน การนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มารวมกันต้องดูว่าออกมามีประสิทธิภาพสูงสุดหรือไม่
พฤติกรรมการลงทุนของคนไทยในอดีตมักกระจุกตัวอยู่กับการซื้อหุ้นรายตัวเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หรือซื้อกองทุนรวมทิ้งไว้ที่ธนาคาร โดยเข้าใจว่านั่นคือการกระจายความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฝากเงินไว้กับหลายสถาบันหรือการซื้อหุ้นหลายตัวโดยขาดทิศทางการจัดพอร์ตแบบเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
คลื่นลูกใหม่แห่งการส่งต่อความมั่งคั่ง เมื่อ “คนรุ่นใหม่” ไม่เล่นหุ้นเหมือนรุ่นพ่อแม่
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งให้เมย์แบงก์ต้องขยับตัวทำธุรกิจ Private Fund ในครั้งนี้ คือปรากฏการณ์การส่งต่อความมั่งคั่งครั้งใหญ่ของโลกและประเทศไทย หรือที่เรียกว่า “Wealth Transfer”
อารภัฏ ประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีคลื่นการโอนย้ายทรัพย์สินครั้งมหาศาลจากรุ่นพ่อแม่ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่อายุ 70-80 ปีขึ้นไปและเกษียณอายุมานานแล้ว ไปสู่มือของคนรุ่นลูก ซึ่งพฤติกรรมและความต้องการของคนรุ่นใหม่นี้แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง
พฤติกรรมแบบเทรดรายวัน จะเริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเด็กสมัยใหม่ไม่ได้อยากเข้ามาเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา แต่พวกเขาต้องการการลงทุนที่เป็นระบบและอิงกับเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น ลงทุนเพื่ออนาคตของลูก หรือเพื่อเป้าหมายเฉพาะบางอย่าง
ช่องว่างของตลาดตรงนี้ จึงเป็นโอกาสทองของบริษัทในการเปิดตัว Private Fund เพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดการการเงินส่วนตัว" คอยดูแลสัดส่วนการลงทุนและจัดพอร์ตโฟลิโอให้สอดรับกับความต้องการระยะยาว
ในการเปิดตัวครั้งนี้ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ไม่ได้กระจายแรงไปทำทุกอย่าง แต่เลือกโฟกัสเฉพาะจุดแข็งหลักของกลุ่มเมย์แบงก์ นั่นคือ กองทุนส่วนบุคคลหุ้นไทย และ กองทุนส่วนบุคคลหุ้นอาเซียน โดยมองเห็นความน่าสนใจของทั้งสองตลาดที่ผู้ลงทุนในไทยมักมองข้ามไป
ตลาดหุ้นไทย เสน่ห์ที่กำลังกลับมาภายใต้เสถียรภาพใหม่
กันชนะพล วัน คอมเพอร์นอล์เลอ กรรมการผู้จัดการฝ่ายกองทุนส่วนบุคคล บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้เล่าว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่งมาก มีโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นติดอันดับโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบสนามบิน, ถนนหนทางและไฮเวย์ที่ยอดเยี่ยมเหมาะแก่การทำธุรกิจ, ระบบท่าเรือเพื่อการนำเข้า-ส่งออก, และโครงข่ายโทรคมนาคม ที่มีความเสถียรของสัญญาณทุกที่ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังมีปัจจัยบวกหลัก ๆ 4 เรื่องได้แก่
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มกลับมามีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเสถียรภาพกลับมา ความมั่นใจในการบริโภคและการลงทุนของทั้งคนในประเทศและต่างชาติก็ฟื้นคืน
ภายใต้บริษัทจดทะเบียนกว่า 700 บริษัทในตลาดหุ้นไทย เชื่อว่าจะสามารถคัดสรรหุ้นชั้นดี 15-30 บริษัทเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าได้อย่างแน่นอน
ตลาดหุ้นอาเซียน ขุมทรัพย์ 7,000 บริษัทที่ยังไม่มีใครพูดถึง
เมื่อนักลงทุนไทยคิดถึงการกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่มักมองข้ามเพื่อนบ้านและมุ่งตรงไปยังสหรัฐอเมริกาหรือจีนทันที
แต่ในเวทีอาเซียน กลับเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งและรวดเร็วอย่างยิ่ง ด้วยจำนวนประชากรรวมกันกว่า 700 ล้านคน และมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวมกันถึง 7,000 บริษัท โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยสูง
กันชนะพล ได้ฉายภาพจุดเด่นที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศในอาเซียน 6 ประเทศที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของกองทุนส่วนบุคคลไว้อย่างน่าสนใจ เช่น
การบริหารกองทุนส่วนบุคคลของเมย์แบงก์ไม่ใช่การลงทุนแบบตั้งรับ แต่ยึดหลัก Active Management (การบริหารเชิงรุก) เพื่อสร้าง “Alpha” หรืออัตราผลตอบแทนส่วนเกินที่สูงกว่าตลาด โดยทีมงานได้อธิบายแนวคิดการทำงานที่ต้องเฉียบคมกว่าผู้เล่นทั่วไป
กิติภพ ศรีปาน ผู้จัดการกองทุน ได้ให้มุมมองว่า หัวใจสำคัญของการหา Alpha ในตลาดว่า ไม่ใช่เพราะผู้เล่นคนอื่นไม่มีความรู้ความเข้าใจ แต่ทีต้องสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันใน 2 มิติหลัก นั่นคือ “ความเร็ว” และ “ความเข้าใจในเชิงลึก”
นอกจากนี้ บล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ถือเป็นสถาบันการเงินที่ได้เปรียบด้วยโครงสร้างเครือข่ายของกลุ่มเมย์แบงก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มการเงินที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีทีมวิจัยและการวิเคราะห์อยู่หน้างานในทุกประเทศหลักของภูมิภาค
ดังนั้น ข้อมูลที่ได้มาจึงไม่ใช่เพียงรายงานการเงินที่แปลมาอีกทอดหนึ่ง แต่เป็นอินไซต์ของคนในท้องถิ่นที่มีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคและการเมืองท้องถิ่นอย่างถ่องแท้
เป้าหมายหมื่นล้านที่ไม่เน้น “Product Push”
ผู้บริหารของเมย์แบงก์ ได้ย้ำเตือนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเติบโตของธุรกิจนี้ โดยยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เน้นการบีบบังคับขายสินค้าให้กับลูกค้าเพื่อให้ได้ตัวเลขสวยงามระยะสั้น
ปัจจุบัน บล. เมย์แบงก์ มีทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ในสองโมเดลนี้เริ่มต้นที่ประมาณ 300 ล้านบาท สำหรับปีแรกของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการนี้
โดยบริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 - 2,000 ล้านบาท และในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายที่โมเดลละ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งสองโมเดลเป็น 4,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายระยะยาว 10 ปี บริษัทต้องการแตะระดับ 10,000 ล้านบาท
ความน่าสนใจคือ ผู้บริหารไม่ได้ต้องการให้ยอดหมื่นล้านบาทนั้นเกิดจากการระดมทุนใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ต้องการให้เกิดจากผลตอบแทนในการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากเงินตั้งต้น 4,000 ล้านบาทแรก เพื่อพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นถึงฝีมือในการบริหารพอร์ตอย่างแท้จริง
อารภัฏ เล่าว่า ปัจจุบันเราบริหารเงินของลูกค้ามหาศาล ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มความมั่งคั่งสูงที่อยู่ระดับบนของตลาดอยู่แล้ว เป้าหมายจำนวน 10,000 ล้านบาทถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับเงินทั้งหมดของลูกค้า
ท้ายที่สุด การรุกตลาด Private Fund ของ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) อาจไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับลูกค้า แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ Wealth Management ไทย จากการขายผลิตภัณฑ์เป็นรายตัว สู่การบริหารพอร์ตแบบองค์รวมที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตในระยะยาว
โดยอาศัยจุดแข็งจากการลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นอาเซียนเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสและกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินทำงานสอดรับกับเป้าหมายและความมั่งคั่งของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้