ตลาดหุ้นเกาหลีเหมือน“ผู้ป่วยไบโพลาร์" นักวิเคราะห์ชี้เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่ผันผวนขึ้น

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ตลาดหุ้นเกาหลีเหมือน“ผู้ป่วยไบโพลาร์" นักวิเคราะห์ชี้เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่ผันผวนขึ้น

Date Time: 3 ส.ค. 2569 15:44 น.

Video

Kioxia บริษัทอะไร? เข้าตลาดไม่ถึง 2 ปี ขึ้นแท่นหุ้นเบอร์ 1 ญี่ปุ่น | Digital Frontiers EP.69

Summary

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 14% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังฟื้นตัวจากการเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์

  • การฟื้นตัวของตลาดเกิดจากการปิดสถานะขายชอร์ต (Short Covering) และการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ รวมถึงผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง
  • นักวิเคราะห์เตือนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะผันผวนรูปแบบใหม่ (Volatility Regime Shift) ซึ่งปัจจัยด้านสภาพคล่องและโครงสร้างตลาดมีผลต่อราคามากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
  • การใช้เลเวอเรจในระดับสูงและการกระจุกตัวของเงินลงทุนในหุ้น AI ขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวนรุนแรงหากความเชื่อมั่นนักลงทุนเปลี่ยนแปลง
  • นักลงทุนควรจับตาทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติและระดับเลเวอเรจในระบบควบคู่ไปกับผลประกอบการบริษัท เนื่องจากเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้นที่สำคัญ

Latest


ก่อนหน้าการรีบาวด์เพียงไม่กี่วัน ตลาดหุ้นเกาหลีเผชิญแรงขายครั้งใหญ่ จากความกังวลว่าหุ้น AI มีมูลค่าสูงเกินไปประกอบกับการใช้เลเวอเรจในระดับสูง ส่งผลให้เกิดการบังคับขาย (Forced Liquidation) ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และลุกลามไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก แต่หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด บรรยากาศการลงทุนกลับพลิกจากความวิตกสู่การเข้าซื้ออย่างรวดเร็ว

ดัชนี Kospi พุ่งขึ้นถึง 14% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หุ้น SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ฟื้นตัวแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ส่วน Samsung Electronics ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงได้ผ่านพ้นไป แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของความผันผวน” ราคาหุ้นอาจไม่ได้เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกระแสเงินทุน การใช้เลเวอเรจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งทำให้ทั้งข่าวบวกและข่าวลบส่งผลต่อตลาดมากกว่าที่เคย

ความผันผวนรูปแบบใหม่

จอง อิน ยุน ผู้จัดการกองทุนจาก Fibonacci Asset Management ระบุว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการปิดสถานะขายชอร์ต (Short Covering) การกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ การปรับพอร์ตของกองทุน ETF แบบใช้เลเวอเรจ รวมถึงกฎใหม่ด้านเงินค้ำประกันสำหรับ ETF เลเวอเรจที่มีผลบังคับใช้ในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม

โดยเขาเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวเหมือนกับ "ผู้ป่วยไบโพลาร์” ที่เปลี่ยนจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคึกคักภายในเวลาเพียงข้ามคืน ทั้งนี้ การปรับขึ้นในระดับเดียวกันอาจไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวอาจยังไปต่อได้ หากเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าหลังแรงซื้อจากการปิดสถานะขายชอร์ตเริ่มหมดลง

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI (AI Supercycle) ยังไม่สิ้นสุด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาด ในช่วงที่ผ่านมาข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการลงทุน AI สามารถผลักดันให้หุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันข่าวเชิงลบหรือความกังวลเพียงเล็กน้อยก็สามารถจุดชนวนแรงขายได้ทันที ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Volatility Regime Shift หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ระดับความผันผวนรูปแบบใหม่

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) การใช้เลเวอเรจ และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้น มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเพียงอย่างเดียว

ตลาดไหนยังต้องจับตา

นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดที่ได้รับประโยชน์จากธีม AI มากที่สุด

  • กลุ่มแรก คือ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น SK Hynix, Samsung Electronics รวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปลายทางของเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก หากความคาดหวังต่อการลงทุนด้าน AI เปลี่ยนแปลง ราคาหุ้นอาจตอบสนองอย่างรุนแรงทั้งขาขึ้นและขาลง
  • กลุ่มสอง คือ ตลาดที่มีการใช้เลเวอเรจและ ETF ในระดับสูง โดยเฉพาะเกาหลีใต้และบางประเทศในเอเชีย ซึ่งการปรับพอร์ตของกองทุนหรือการลดเลเวอเรจสามารถขยายแรงซื้อและแรงขายให้รุนแรงกว่าปกติ
  • อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การกระจุกตัวของเม็ดเงินในหุ้น AI ขนาดใหญ่ หลังเงินลงทุนทั่วโลกไหลเข้าสู่หุ้นเพียงไม่กี่ตัว หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไปอาจเกิดการโยกย้ายเงินลงทุน (Rotation) ออกจากหุ้น AI อย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อดัชนีโดยรวม

AI ยังไปต่อ แต่เส้นทางอาจผันผวนกว่าเดิม

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังไม่สิ้นสุด และยังไม่เห็นสัญญาณว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะลดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่พวกเขาเตือนว่า การลงทุนในระยะต่อจากนี้อาจไม่ได้เป็นการปรับขึ้นอย่างราบรื่นเหมือนในช่วงแรกของกระแส AI

พอล แกมเบิลส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง MBMG Family Office Group ระบุว่า ตลาดอาจเผชิญวันที่ผันผวนรุนแรงเช่นนี้อีกหลายครั้ง เนื่องจากการใช้เลเวอเรจในระบบยังอยู่ในระดับสูง และราคาสินทรัพย์หลายประเภทเริ่มเคลื่อนไหวห่างจากปัจจัยพื้นฐาน โดยเขาเตือนว่า หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง การผสมกันระหว่างเลเวอเรจสูง การลงทุนที่กระจุกตัวในหุ้น AI และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF อาจนำไปสู่การปรับฐานรอบใหม่ได้

จับตา "กระแสเงินทุน" มากกว่าตัวเลขกำไร

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ตัวแปรสำคัญของตลาดในระยะสั้นอาจไม่ใช่ผลประกอบการของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทิศทางของเงินทุนต่างชาติ ระดับการใช้เลเวอเรจ และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ซึ่งสามารถเร่งให้ตลาดเหวี่ยงแรงได้ทั้งสองทิศทาง

เหตุการณ์ในเกาหลีใต้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI Supercycle จะยังไม่จบ แต่ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ "สภาพคล่อง" และ "โครงสร้างของตลาด" มีบทบาทต่อการกำหนดราคาหุ้นไม่แพ้ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ จากนี้ไปสำหรับนักลงทุนการติดตามผลประกอบการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องจับตาทิศทางของเม็ดเงิน ความเชื่อมั่น และระดับเลเวอเรจในระบบควบคู่กันไป เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดได้รวดเร็วกว่าที่เคย

จากนี้เงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีต่อหรือไม่ หลังแรงซื้อจากการปิดสถานะขายชอร์ตเริ่มลดลง หากเม็ดเงินยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวครั้งนี้อาจพัฒนาเป็นการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่หากกระแสเงินทุนเริ่มไหลออก ตลาดก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม 


ที่มาข้อมูล CNBC, Bloomberg  

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ