
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 14% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังฟื้นตัวจากการเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์
ก่อนหน้าการรีบาวด์เพียงไม่กี่วัน ตลาดหุ้นเกาหลีเผชิญแรงขายครั้งใหญ่ จากความกังวลว่าหุ้น AI มีมูลค่าสูงเกินไปประกอบกับการใช้เลเวอเรจในระดับสูง ส่งผลให้เกิดการบังคับขาย (Forced Liquidation) ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และลุกลามไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก แต่หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด บรรยากาศการลงทุนกลับพลิกจากความวิตกสู่การเข้าซื้ออย่างรวดเร็ว
ดัชนี Kospi พุ่งขึ้นถึง 14% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หุ้น SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ฟื้นตัวแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ส่วน Samsung Electronics ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น
อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงได้ผ่านพ้นไป แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของความผันผวน” ราคาหุ้นอาจไม่ได้เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกระแสเงินทุน การใช้เลเวอเรจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งทำให้ทั้งข่าวบวกและข่าวลบส่งผลต่อตลาดมากกว่าที่เคย
จอง อิน ยุน ผู้จัดการกองทุนจาก Fibonacci Asset Management ระบุว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการปิดสถานะขายชอร์ต (Short Covering) การกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ การปรับพอร์ตของกองทุน ETF แบบใช้เลเวอเรจ รวมถึงกฎใหม่ด้านเงินค้ำประกันสำหรับ ETF เลเวอเรจที่มีผลบังคับใช้ในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม
โดยเขาเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวเหมือนกับ "ผู้ป่วยไบโพลาร์” ที่เปลี่ยนจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคึกคักภายในเวลาเพียงข้ามคืน ทั้งนี้ การปรับขึ้นในระดับเดียวกันอาจไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวอาจยังไปต่อได้ หากเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าหลังแรงซื้อจากการปิดสถานะขายชอร์ตเริ่มหมดลง
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI (AI Supercycle) ยังไม่สิ้นสุด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาด ในช่วงที่ผ่านมาข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการลงทุน AI สามารถผลักดันให้หุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันข่าวเชิงลบหรือความกังวลเพียงเล็กน้อยก็สามารถจุดชนวนแรงขายได้ทันที ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Volatility Regime Shift หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ระดับความผันผวนรูปแบบใหม่
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) การใช้เลเวอเรจ และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้น มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเพียงอย่างเดียว
นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดที่ได้รับประโยชน์จากธีม AI มากที่สุด
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังไม่สิ้นสุด และยังไม่เห็นสัญญาณว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะลดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่พวกเขาเตือนว่า การลงทุนในระยะต่อจากนี้อาจไม่ได้เป็นการปรับขึ้นอย่างราบรื่นเหมือนในช่วงแรกของกระแส AI
พอล แกมเบิลส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง MBMG Family Office Group ระบุว่า ตลาดอาจเผชิญวันที่ผันผวนรุนแรงเช่นนี้อีกหลายครั้ง เนื่องจากการใช้เลเวอเรจในระบบยังอยู่ในระดับสูง และราคาสินทรัพย์หลายประเภทเริ่มเคลื่อนไหวห่างจากปัจจัยพื้นฐาน โดยเขาเตือนว่า หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง การผสมกันระหว่างเลเวอเรจสูง การลงทุนที่กระจุกตัวในหุ้น AI และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF อาจนำไปสู่การปรับฐานรอบใหม่ได้
จับตา "กระแสเงินทุน" มากกว่าตัวเลขกำไร
หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ตัวแปรสำคัญของตลาดในระยะสั้นอาจไม่ใช่ผลประกอบการของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทิศทางของเงินทุนต่างชาติ ระดับการใช้เลเวอเรจ และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ซึ่งสามารถเร่งให้ตลาดเหวี่ยงแรงได้ทั้งสองทิศทาง
เหตุการณ์ในเกาหลีใต้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI Supercycle จะยังไม่จบ แต่ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ "สภาพคล่อง" และ "โครงสร้างของตลาด" มีบทบาทต่อการกำหนดราคาหุ้นไม่แพ้ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ จากนี้ไปสำหรับนักลงทุนการติดตามผลประกอบการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องจับตาทิศทางของเม็ดเงิน ความเชื่อมั่น และระดับเลเวอเรจในระบบควบคู่กันไป เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดได้รวดเร็วกว่าที่เคย
จากนี้เงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีต่อหรือไม่ หลังแรงซื้อจากการปิดสถานะขายชอร์ตเริ่มลดลง หากเม็ดเงินยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวครั้งนี้อาจพัฒนาเป็นการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่หากกระแสเงินทุนเริ่มไหลออก ตลาดก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนอีกครั้ง
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -