สรุปบทเรียนจากวิกฤตพอร์ตแตกเกาหลี นักลงทุนไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง ?

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สรุปบทเรียนจากวิกฤตพอร์ตแตกเกาหลี นักลงทุนไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง ?

Date Time: 31 ก.ค. 2569 10:45 น.

Video

DELTA ทำมาหากินยังไง? เดอะแบกหุ้นไทย เบื้องหลัง AI โลก | Digital Frontiers EP.71

Summary

สรุปบทเรียนจากวิกฤตพอร์ตแตกเกาหลี นักลงทุนไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง เมื่อยิ่งกลัวตกรถ ยิ่งตกหน้าผา เพราะวัฏจักรตลาด ไม่มีคำว่า "โตขึ้นฟ้าตลอดไป”

เรียกได้ว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่งสร้างภาพที่สะท้อนทั้ง "ความหวัง" และ "ความหวาดกลัว" ของนักลงทุนได้ในเวลาไม่กี่วัน

หลังจากเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จนดัชนี KOSPI ดิ่งเกือบ 17% ภายใน 3 วันทำการ จากความกังวลว่าผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของจีนจะเข้ามาแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix 

ล่าสุด (31 ก.ค.)ตลาดกลับรีบาวด์แรงกว่า 16% ตามแรงซื้อคืนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และบรรยากาศเชิงบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แต่แม้ดัชนีจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับไม่สามารถย้อนคืนได้ทั้งหมด เพราะในช่วงที่ตลาดดิ่งลง นักลงทุนจำนวนมากที่ใช้บัญชีมาร์จิ้นถูกเรียกหลักประกัน (Margin Call) และบางส่วนถูก บังคับขาย (Force Sell) ก่อนที่ตลาดจะมีโอกาสฟื้นตัว

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดหุ้นเกาหลี หากแต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อน "ด้านมืดของการใช้ Leverage" และตอกย้ำว่า ในโลกการลงทุน ความเสี่ยงที่แท้จริงอาจไม่ใช่การขาดทุนจากราคาหุ้น แต่คือการหมดสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะ "ถือ" หรือ "ขาย" ด้วยตัวเอง

แล้วนักลงทุนไทยเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ได้บ้าง นี่คือ 10 ประเด็นสำคัญ ที่วิกฤตพอร์ตแตกในเกาหลีกำลังสะท้อนให้ตลาดทุนทั่วโลกได้เห็นอีกด้านหนึ่งของการลงทุน 

1. Leverage เพิ่มโอกาสทำกำไร แต่ก็ขยายความเสียหาย

หนึ่งในจุดร่วมของนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบหนัก คือการใช้บัญชีมาร์จิ้น (Margin) หรือผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง การขาดทุนจึงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการลงทุนด้วยเงินสด และเมื่อมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าที่กำหนด นักลงทุนจำนวนหนึ่งถูกเรียกเติมหลักประกัน (Margin Call) ก่อนจะถูกบังคับขาย (Force Sell) แม้เชื่อว่าตลาดอาจฟื้นตัวในภายหลัง

2. หุ้นดี ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการลงทุนที่ดีเสมอไป

การปรับฐานครั้งนี้เกิดขึ้นกับหุ้นขนาดใหญ่ของประเทศอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ด้วย สะท้อนว่า แม้บริษัทจะมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่หากเข้าซื้อในช่วงที่ราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน หรือมูลค่าหุ้นสะท้อนความคาดหวังไว้มากแล้ว นักลงทุนก็ยังเผชิญผลขาดทุนได้เช่นกัน การประเมินราคา (Valuation) จึงมีความสำคัญไม่แพ้การเลือกบริษัท

3. กระแสการลงทุนอาจสร้างแรงซื้อ แต่ก็สร้างความเสี่ยงได้เช่นกัน

ก่อนเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI เป็นธีมที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อความเชื่อมั่นเริ่มเปลี่ยน แรงซื้อที่เคยผลักดันราคากลับกลายเป็นแรงขายในเวลาอันรวดเร็ว นักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วงท้ายของรอบจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

4. การกระจายความเสี่ยง ยังเป็นหลักการที่ใช้ได้ในทุกวัฏจักร

อีกประเด็นที่สะท้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือความเสี่ยงของการลงทุนที่กระจุกตัว ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นเพียงไม่กี่ตัว ลงทุนในอุตสาหกรรมเดียว หรือกระจุกอยู่ในตลาดประเทศเดียว เมื่อปัจจัยลบเกิดขึ้นพร้อมกัน พอร์ตจึงได้รับผลกระทบเต็มที่ ต่างจากการกระจายการลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง

5. Leveraged ETF ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการถือระยะยาว

ผลิตภัณฑ์ประเภท Leveraged ETF (กองทุนที่ออกแบบมาเพื่อทวีคูณผลตอบแทนจากดัชนีหุ้น) ได้รับความนิยมในช่วงตลาดเป็นขาขึ้น เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าดัชนีอ้างอิง แต่ด้วยโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ที่ต้องปรับพอร์ตทุกวัน ผลตอบแทนระยะยาวอาจแตกต่างจากที่นักลงทุนคาด โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน จึงเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นมากกว่าการถือสะสมระยะยาว

6. Force Sell สามารถเร่งให้การปรับฐานรุนแรงกว่าปกติ

เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง นักลงทุนที่ใช้มาร์จิ้นจะถูกเรียกหลักประกัน หากไม่สามารถเติมเงินได้ โบรกเกอร์จะดำเนินการบังคับขายตามเงื่อนไขของสัญญา ส่งผลให้เกิดแรงขายเพิ่มเติมในตลาด และยิ่งกดดันให้ราคาหุ้นปรับลดลงต่อ เป็นกลไกที่ทำให้การปรับฐานในรอบนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

7. นักลงทุนรายย่อยสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนของตลาดได้ ทั้งในช่วงขึ้นและช่วงลง

รอบนี้แรงซื้อจำนวนมากมาจากนักลงทุนรายย่อยที่เข้าลงทุนในธีม AI และเซมิคอนดักเตอร์ จนราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อความเชื่อมั่นเปลี่ยนไป นักลงทุนกลุ่มเดียวกันก็กลายเป็นแรงขายสำคัญเช่นกัน สะท้อนว่าพฤติกรรมของรายย่อยในปัจจุบันสามารถส่งผลต่อทิศทางตลาดได้มากกว่าที่เคย

8. วัฏจักรของตลาด ไม่ได้เปลี่ยนไป แม้ธีมการลงทุนจะเปลี่ยน

แม้ AI และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว แต่ราคาหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของธุรกิจเสมอ ตลาดยังคงมีช่วงที่ความคาดหวังสูงเกินจริง และช่วงที่ราคาปรับฐานกลับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น

9. การจัดพอร์ตสำคัญไม่แพ้การเลือกหุ้น

เหตุการณ์ในเกาหลีตอกย้ำว่า การแบ่งพอร์ตระหว่างสินทรัพย์หลักที่สร้างความมั่นคง กับเงินลงทุนที่ใช้เก็งกำไรตามธีมระยะสั้น สามารถช่วยจำกัดความเสียหายได้ หากการลงทุนบางส่วนไม่เป็นไปตามคาด ก็จะไม่กระทบต่อเป้าหมายทางการเงินทั้งหมด

10. ความเสี่ยงควรถูกประเมินก่อนผลตอบแทน

ในช่วงตลาดเป็นขาขึ้น นักลงทุนจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับโอกาสทำกำไร มากกว่าคำถามว่าหากตลาดกลับทิศจะรับความเสียหายได้มากเพียงใด เหตุการณ์ในเกาหลีสะท้อนว่า สิ่งที่ทำให้นักลงทุนอยู่รอดในระยะยาว ไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงที่สุดในแต่ละรอบ แต่คือการบริหารความเสี่ยงให้ผ่านช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนได้

จะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นไม่เคยรับประกันว่าทุกคนจะได้กำไร แต่เปิดโอกาสให้คนที่บริหารความเสี่ยงได้อยู่ในเกมต่อไป เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนไม่ใช่การแข่งขันว่าใครรวยเร็วที่สุด แต่คือการอยู่รอดให้ได้นานพอที่จะเติบโตไปกับทุกวัฏจักรของตลาด.

ที่มา : investing


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ