
จบไปแล้วกับงาน "ตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญจร จังหวัดเชียงใหม่" ต้องบอกเลยว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุนชาวเหนือ ที่มาร่วมอัปเดตเทรนด์และค้นหาโอกาสทำกำไรในยุคที่ตลาดมีความท้าทาย
ไฮไลต์สำคัญที่หลายคนจับตาคือเวทีเสวนาในหัวข้อ "สร้างผลตอบแทนชั้นยอดให้พอร์ตลงทุน กับหุ้นไทยและหุ้นนอกตัวท็อป" ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของนักลงทุนในเวลานี้ที่ต้องการจัดพอร์ตให้เติบโตและกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเป็นการส่งต่อข้อมูลสำคัญสำหรับคนที่พลาดงานนี้ Thairath Money ได้รวบรวม "โพยหุ้นเด็ด" จาก 3 กูรูระดับแนวหน้าของวงการ ที่มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึก คัดมาให้เน้นๆ ทั้งหุ้นไทยพื้นฐานแกร่งที่น่าสะสม และหุ้นต่างประเทศระดับโลกที่มีสตอรี่การเติบโตโดดเด่น
จะมีหุ้นตัวไหนเข้าตาและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการสร้างผลตอบแทนชั้นยอดให้พอร์ตการลงทุนชองเราได้บ้าง มาร่วมเปิดโพยและหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
เริ่มกันที่ กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล. กรุงศรี ยกให้หุ้น KBANK เป็นตัวท็อปในธีม "Investment & Re-rating Play" โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่คล้ายช่วงปี 2554-2560 ซึ่งจะหนุนให้สินเชื่อขยายตัว (Credit Growth) ได้อย่างโดดเด่น
นอกจากนี้ KBANK ยังมีโครงสร้างรายได้ใหม่ที่แข็งแกร่งจากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนระดับ 25-35% ใหญ่กว่าในช่วงปี 2557 ไปแล้ว
ทั้งนี้ หุ้น KBANK ยังมีโอกาสถูก Re-rating มูลค่า P/BV ขึ้นไปได้อีกจากปัจจุบันที่เทรดอยู่เพียง 0.89 เท่า พร้อมให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่น่าสนใจมากกว่า 6% ต่อปี และประเมินอัพไซด์ (Upside) เปิดกว้างถึง 20-40%
อีกหนึ่งตัวเลือกในกลุ่ม "Investment Plays" คือหุ้น GPSC ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มโรงไฟฟ้าที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมหาศาลจากการลงทุน Data Center ในประเทศไทย โดยภาครัฐกำลังเตรียมปรับแผน PDP ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตนี้
นอกจากนี้ ในแง่ของปัจจัยมหภาค วงจรดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันได้เข้าสู่สภาวะตรึงกำลัง และเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นประเมินว่าเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GPSC ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงเงินลงทุน มีพื้นที่และศักยภาพในการเติบโตรับวัฏจักรใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
ด้าน ภาดล วรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำหุ้น GULF พร้อมระบุว่าเปรียบเสมือน "พระราชาแห่งหุ้นไทย" โดยเชื่อมั่นว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า GULF จะสามารถก้าวขึ้นเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป (Market Cap) อันดับ 1 ของไทยได้
โครงสร้างธุรกิจของ GULF ล้วนเป็นธุรกิจแห่งอนาคต (New Economy) ทั้งโรงไฟฟ้า และล่าสุดยังรุกเข้าสู่ธุรกิจ Data Center, เทคโนโลยี AI และอาจไปถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Humanoid) ในอนาคต
และเมื่อถึงจุดที่หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกหมดสตอรี่และหุ้นอย่าง DELTA ถูกปรับลด P/E ลง เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่หุ้นที่มีกำไรเติบโตแข็งแกร่งอย่าง GULF
ทั้งนี้การควบรวมกิจการล่าสุดยังทำให้สถานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น โดย D/E อยู่เพียง 0.9 เท่า ทำให้ทนทานต่อการขยายธุรกิจใหม่ๆ และยังมีโอกาสที่น้ำหนักในดัชนี MSCI จะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของ Free Float อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้น TLI สำหรับกลุ่มประกันชีวิต ซึ่งเป็นหุ้นที่ราคาปัจจุบันยังไม่ตอบรับกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยราคาหุ้นซื้อขายเพียง 0.7 เท่าของ Embedded Value ขณะที่ให้ผลตอบแทนปันผลจูงใจระดับ 6.2%
จุดเปลี่ยนสำคัญเชิงโครงสร้างในปีนี้ คือการปรับเกณฑ์ Copayment หรือการเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติค่าเคลมสำหรับโรคที่ไม่รุนแรง ซึ่งจะทำให้พฤติกรรมการเคลมประกันจุกจิกลดลง ส่งผลดีโดยตรงต่อการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของบริษัท และคาดว่าจะเห็นผลเชิงบวกต่อกำไรชัดเจนตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2/69 เป็นต้นไป
ขณะที่ พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® Chief Commercial Officer บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า หุ้น ADVANC ถือเป็นหุ้นที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจมือถือที่ครองส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้งานราว 46 ล้านเลขหมาย คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ และธุรกิจบรอดแบนด์ โดยมีจุดเด่นคือแพ็กเกจค่าบริการเฉลี่ย (ARPU) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง ประกอบกับคู่แข่งรายใหม่เข้ามาในตลาดได้ยาก ต้นทุนคลื่นความถี่ก็ลดลงจากการเป็นเจ้าของเอง
นอกจากนี้ ADVANC ยังมีธุรกิจ Data Center เป็นตัวหนุนการเติบโต หุ้นตัวนี้จึงมีครบทั้งความ Defensive และ Growth ในตัว พร้อมจ่ายปันผลสม่ำเสมอด้วยยีลด์ที่เกิน 4%
และสำหรับผู้ที่ต้องการเกาะกระแสการเติบโตของเทคโนโลยี AI ทางเลือกที่น่าสนใจคือหุ้น HANA ซึ่งบริษัทกำลังเริ่มเข้าสู่เฟสการเติบโตจาก AI ผ่านการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น Solid state cooling device โดยจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
ทำให้สัดส่วนรายได้จากเทคโนโลยี AI จะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ในช่วงแรกของการเริ่มต้นผลิตจะต้องติดตามความราบรื่นอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยระดับ Valuation ที่ยังให้อัพไซด์ค่อนข้างมาก โดยเทรดที่ P/E ประมาณ 20 เท่า เมื่อเทียบกับหุ้นชิ้นส่วนเทคโนโลยีใน Supply chain ระดับโลกที่เทรดกันระดับ 100 เท่า จึงถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจ
ภาดล วรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีจีนยักษ์ใหญ่อย่าง ALIBABA มีความน่าสนใจในแง่ของ Valuation โดยเทรดอยู่ที่ P/E ระดับ 18-19 เท่า ซึ่งถือว่าถูกกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของโลก
และผลประกอบการในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากนโยบายภาครัฐจีนเริ่มส่งผลดี และผ่านพ้นช่วงสงครามตัดราคาในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่รุนแรงไปแล้ว
นอกจากธุรกิจหลักแล้ว ALIBABA ยังมีธุรกิจที่เป็นอนาคตอย่างระบบ Cloud และเทคโนโลยี AI เช่น โมเดล Qwen ที่ Apple ได้รับอนุญาตให้นำไปใช้เป็นฟีเจอร์ในประเทศจีน
และหากพูดถึง "ราชาแห่ง AI" ระดับโลก ต้องยกให้ NVIDIA ซึ่งนอกจากจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีชิป AI แล้ว บริษัทยังมีจุดแข็งด้านฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดรวมกันสูงถึง 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น
ไม่ว่าผู้เล่นในอุตสาหกรรมจะแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างไร NVIDIA ก็ยังคงเป็นแกนกลางที่ได้ประโยชน์เสมอ
ทั้งนี้ หากเทียบ Valuation การลงทุนในผู้รับจ้างผลิตชิ้นส่วนของไทยบางแห่งที่ P/E ทะลุ 80-100 เท่าไปแล้ว การเลือกลงทุนในเจ้าของเทคโนโลยีอันดับ 1 ของโลกอย่าง NVIDIA ที่ P/E ราว 17-20 เท่า ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
ด้าน พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® Chief Commercial Officer บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เป็นหุ้นประเภท "AI Compounder" หรือกิจการที่มูลค่าสามารถเติบโตทบต้นไปได้เรื่อยๆ
ด้วยระบบนิเวศที่ผูกขาดและมีฐานผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Google Search, YouTube, Android และ Google Maps บริษัทจึงมี Data มหาศาล
นอกจากนี้ Google ยังเป็นผู้เล่นแบบ "Full Stack" ในอุตสาหกรรม AI โดยมีการพัฒนาชิปเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น มีโมเดลภาษาอย่าง Gemini และมีธุรกิจ Data Center และ Cloud ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดี และเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดชั้นยอดที่เทรดอยู่บน P/E ประมาณ 23 เท่า
อีกตัวหนึ่งคือ TENCENT ซึ่งมีความน่าสนใจเพราะเปรียบเสมือนร่างผสมของแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta, Microsoft Gaming และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data
ด้วยฐานผู้ใช้งานระดับ 1,400 ล้านคนผ่านแพลตฟอร์ม WeChat ทำให้ Tencent มีระบบนิเวศที่ครบวงจร ครอบคลุมทั้งการแชท, ระบบการจ่ายเงิน, อีคอมเมิร์ซ, บริการเรียกรถ ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพ
นอกจากจะเป็นเจ้าพ่อวงการเกมแล้ว บริษัทยังมีการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอื่นๆ มากมาย (เช่น Shopee, JD) การมีฐานผู้ใช้ระดับพันล้านคนที่พร้อมรองรับการต่อยอดเทคโนโลยี AI ทำให้ Tencent มีต้นทุนในการเข้าถึงลูกค้าที่ต่ำมาก และเป็นหุ้นเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ด้าน กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล. กรุงศรี แนะนำ XIAOMI เป็นบริษัทที่ปรับตัวได้อย่างโดดเด่น โดยได้เปลี่ยนผ่านองค์กรจากการเป็นแค่บริษัทสมาร์ทโฟน ไปสู่การเป็น "AI Lifestyle Company" แบบครบวงจร
นอกจากนี้ บริษัทยังได้สร้างระบบนิเวศของตัวเองเชื่อมโยงสู่ธุรกิจยานยนต์อัจฉริยะแบบไร้คนขับ (EV) และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) ด้วย
แม้ที่ผ่านมาราคาหุ้นจะปรับตัวลงมามากเนื่องจากแรงกดดันด้านการบริโภคในจีน แต่ปัจจุบันเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อเติบโตไปกับวัฏจักรนวัตกรรมรอบใหม่
นอกจากนี้ มีมุมมองสนับสนุนไปในทิศทางเดียวกับทาง บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ในเรื่องความโดดเด่นของ TENCENT โดยเน้นย้ำถึงแก่นสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ว่า ผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือผู้ที่ครอบครอง "ข้อมูลจำนวนมหาศาล” ซึ่ง TENCENT ถือเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของชุดข้อมูลที่มากที่สุดในประเทศจีนอย่างแท้จริง ทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบในการเป็นผู้นำด้าน AI ในระยะยาว
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้