
SpaceX เตรียมเข้าดัชนี Nasdaq-100 ในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ด้วยมูลค่าบริษัทเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หุ้น SpaceX (SPCX) เตรียมถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq 100 ก่อนตลาดหุ้นสหรัฐเปิดทำการในวันพรุ่งนี้ (7 ก.ค) ภายใต้กฎ Fast-Track ที่ตลาด Nasdaq จัดทำขึ้นเพื่อรองรับบริษัทขนาดใหญ่ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียน (Mega-cap IPO) โดยการเข้าดัชนีครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ SpaceX หลังบริษัทเข้าตลาดด้วยมูลค่าระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกทันที
ด้าน บล.เอเซีย พลัส มองว่า การเข้าดัชนีครั้งนี้จะดึงเม็ดเงินจาก Passive Funds หรือกองทุนที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีเข้าสู่หุ้น SpaceX ราว 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากกองทุนเหล่านี้จำเป็นต้องปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับองค์ประกอบของ Nasdaq-100 ส่งผลให้ราคาหุ้นมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากทั้งแรงซื้อของกองทุนและแรงเก็งกำไรในระยะสั้น
ประเด็นสำคัญของการเข้าดัชนีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการที่ SpaceX กลายเป็นสมาชิกใหม่ของ Nasdaq-100 แต่เป็นการที่ Nasdaq ปรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับบริษัท IPO ขนาดใหญ่มูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์
เดิมบริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนจะต้องรอการทบทวนดัชนี ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือเกือบ 1 ปี จึงจะมีสิทธิ์เข้าสู่ Nasdaq-100 แต่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา Nasdaq ได้ประกาศใช้กฎ Fast Entry Rules เปิดทางให้บริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่สามารถเข้าดัชนีได้ภายใน 15 วันทำการ หลังเริ่มซื้อขาย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้จัดทำดัชนีต้องการให้ดัชนีสามารถสะท้อนโครงสร้างของตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หลังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีเอกชนจำนวนมากเติบโตจนมีมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์ตั้งแต่ก่อนเข้าตลาด หากยังใช้หลักเกณฑ์เดิม นักลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนดัชนีอาจพลาดโอกาสในการถือครองหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้เป็นเวลานาน
อีกเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเข้าดัชนีของ SpaceX คือ เม็ดเงินจริงจากกองทุน Passive เนื่องจากปัจจุบันมีสินทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ทั่วโลกที่อ้างอิงดัชนี Nasdaq-100 ผ่าน ETF และกองทุนดัชนี เมื่อองค์ประกอบของดัชนีเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องซื้อหุ้น SpaceX เพื่อให้พอร์ตลงทุนสอดคล้องกับดัชนี
อย่างไรก็ตาม แม้ SpaceX จะมีมูลค่าบริษัทเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บริษัทมี Free Float หรือสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดเพียงราว 3% เท่านั้น ทำให้จำนวนหุ้นที่ซื้อขายได้จริงมีค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้แรงซื้อจากกองทุนอาจกระทบต่อราคาหุ้นมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ทั่วไป
ปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้เกิด Index Inclusion Effect หรือปรากฏการณ์ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนและหลังการเข้าดัชนี จากแรงซื้อของกองทุนดัชนี ก่อนที่ราคาจะกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจในระยะต่อไป
นอกจากนี้ การเข้าดัชนีของ SpaceX ยังถูกมองว่าเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในธีม Space Economy เนื่องจากสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอวกาศกำลังได้รับการยอมรับในฐานะอุตสาหกรรมหลักของตลาดทุนโลกมากขึ้น โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ Rocket Lab (DR: RKLB03) และ AST SpaceMobile (DR: ASTS03)
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องติดตามหลัง SpaceX เข้าดัชนีไม่ใช่เพียงแรงซื้อในวันแรก แต่ยังรวมถึงว่าเม็ดเงินจาก Passive Funds จะมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้หรือไม่ ขณะที่ Free Float ที่ยังอยู่ในระดับต่ำอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ทั่วไป ส่วนในระยะยาวความสามารถในการเติบโตของธุรกิจอวกาศและผลประกอบการจะเป็นตัวพิสูจน์ว่ามูลค่าบริษัทระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับได้จริงหรือไม่
อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล Reuters , Yahoo Finance , Business Insider
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -