
Micron รายงานรายได้ไตรมาส 3 ปี 2026 ที่ 41,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตกว่า 4 เท่าจากปีก่อน พร้อมกำไรสุทธิ 28,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากพูดถึงผู้ชนะจากกระแส AI ชื่อแรกที่นักลงทุนทั่วโลกนึกถึงคงหนีไม่พ้น Nvidia แต่วันนี้ Wall Street กำลังจับตาผู้ชนะรายใหม่ที่เติบโตอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน และคนๆ นั้นก็คือ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 700% ในรอบ 12 เดือน จนมูลค่าบริษัท (Market Cap) ทะยานผ่านระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ล่าสุด Micron รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 สิ้นสุดวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ด้วยตัวเลขที่สร้างสถิติใหม่แทบทุกด้านและทำให้ Micron เปลี่ยนจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำแบบดั้งเดิมที่ต้องเผชิญวัฏจักรขึ้นลงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงที่ผ่านมาสู่หนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI ของโลก
รายได้ของบริษัทอยู่ที่ 41,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 9,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเติบโตมากกว่า 4 เท่า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ขณะที่กำไรสุทธิตามมาตรฐานบัญชี (GAAP) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 28,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 24.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ส่วนกำไรสุทธิแบบ Non-GAAP อยู่ที่ 28,860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 25.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เพิ่มขึ้นแตะ 25,390 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเพียง 4,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน ขณะที่บริษัทมีเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องรวมกว่า 30,200 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส โดยหลังจากประกาศงบ หุ้น Micron พุ่งขึ้นในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ไปอยู่ที่ประมาณ 1,213.97 ดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 15.8% ในวันเดียว
โดยสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดมากที่สุด คือ ความสามารถในการทำกำไรที่พุ่งขึ้นสู่ระดับประวัติการณ์ โดย Micron รายงานอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่สูงถึง 84.9% เพิ่มขึ้นจาก 39% ในปีก่อน และสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เกือบทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่า Nvidia ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 75% และสูงกว่า Meta ที่อยู่ราว 82%
สำหรับไตรมาสนี้ รายได้หลักของ Micron จากธุรกิจ Cloud Memory และ Data Center ซึ่งรวมกันคิดเป็นกว่า 60% ของรายได้ทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า Micron กลายเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI Data Center มากกว่าตลาดมือถือหรือพีซี ขณะที่ผลิตภัณฑ์เด่นที่สุดคือ HBM4 หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงสำหรับชิป AI ซึ่งเริ่มส่งมอบเชิงพาณิชย์แล้ว และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้
สำหรับบริษัทที่เคยถูกมองว่าอยู่ในธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Business) ที่แข่งขันกันด้วยราคา การก้าวขึ้นมาทำกำไรได้ในระดับนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ
ถ้ามาดูที่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Micron กลายเป็นดาวเด่นของตลาดทุนโลก คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม AI
ในช่วงแรกของกระแส AI ตลาดให้ความสำคัญกับ GPU ของ Nvidia เพราะเป็นหน่วยประมวลผลหลักที่ใช้ฝึกและรันโมเดล AI แต่เมื่อโมเดล AI มีขนาดใหญ่ขึ้นและต้องประมวลผลข้อมูลมหาศาล ความต้องการหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง หรือ High-Bandwidth Memory (HBM) ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ชิป AI ของ Nvidia, AMD, Google รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ใน Data Center ทั่วโลก ต่างต้องพึ่งพาหน่วยความจำจากผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ซึ่ง Micron เป็นหนึ่งในนั้น ผลลัพธ์ คือ กำลังการผลิตทั่วโลกถูกใช้จนเกือบเต็ม ขณะที่ความต้องการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง
แม้สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยความจำกลายเป็น "คอขวดใหม่" ของอุตสาหกรรม AI อย่างที่หลายฝ่ายรายงาน อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดได้เปลี่ยนสถานะของ Micron จากผู้ผลิตชิ้นส่วนเบื้องหลัง สู่ผู้ถือครองทรัพยากรที่ลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลกขาดไม่ได้
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจ คือ การที่ Micron เริ่มเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของตัวเอง โดยบริษัทเปิดเผยว่าได้ลงนาม Strategic Customer Agreements (SCAs) หรือสัญญาระยะยาวกับลูกค้าแล้ว 16 ฉบับ ครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการ Data Center ผู้ผลิตรถยนต์ และลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่
สัญญาดังกล่าวมีอายุ 3-5 ปี พร้อมข้อผูกพันในการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Micron คาดว่าเมื่อข้อตกลงทั้งหมดมีผลเต็มรูปแบบ รายได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของบริษัทจะอยู่ภายใต้สัญญาระยะยาวเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม Memory ที่ในอดีตมักเผชิญปัญหาราคาผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจและภาวะอุปสงค์อุปทาน
ปัจจุบันลูกค้ารายใหญ่เริ่มยอมทำสัญญาระยะยาวและล็อกราคาล่วงหน้าเพื่อรับประกันว่าจะมีหน่วยความจำเพียงพอสำหรับการพัฒนา AI ในอนาคต โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการระบุถึงลูกค้ากลุ่ม AI ชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, AMD, Google ซึ่งกำลังเร่งสร้าง AI Data Center ทั่วโลกและต้องการ DRAM กับ SSD ปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่หลายราย เช่น Microsoft, Amazon และ Meta เป็นต้น
การที่ลูกค้ายอมล็อกปริมาณและราคาไว้ล่วงหน้า เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าปัญหาขาดแคลนหน่วยความจำสำหรับ AI จะยืดเยื้ออีกหลายปี และมองว่า Memory กำลังมีสถานะคล้าย GPU ของ Nvidia คือเป็นทรัพยากรที่ต้องมีมากกว่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ซื้อหาได้ทั่วไป
Sanjay Mehrotra ประธานและซีอีโอของ Micron กล่าวว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งและแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ของหน่วยความจำในยุค AI โดยบริษัทกำลังลงทุนในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในมุมของนักลงทุน Micron กลายเป็นหุ้นขวัญใจตัวใหม่ของ Wall Street หลังจากถูกมองข้ามมานานหลายสิบปี เพราะ ตลาดค้นพบแล้วว่า AI ไม่ได้สร้างผู้ชนะเฉพาะผู้ผลิต GPU เท่านั้น แต่ยังสร้างผู้ชนะรายใหม่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญไม่แพ้กัน และ Micron เองก็กำลังถูกประเมินมูลค่าในฐานะหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ AI
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -