
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์เข้า-ออกดัชนีสำคัญเมื่อวานนี้ โดยพบว่า 4 หุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกถอดออกจาก SET50 ได้แก่ BTS, CBG, CENTEL และ SAWAD ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวลดลงในช่วงเปิดการซื้อขายเช้าวันที่ 18 มิ.ย. สะท้อนแรงกดดันจากการปรับพอร์ตของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เตือนว่าหุ้นที่ถูกคัดออกควรระมัดระวังแรงเทขายในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่หากราคาปรับฐานลงมาลึก หุ้นที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมี Story การเติบโตดีอาจกลับมาเป็นจังหวะทยอยสะสมหลังวันที่มีผลบังคับใช้
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศผลทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ในดัชนี SET50 และ SET100 สำหรับงวดครึ่งหลังปี 2569 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ธ.ค. 2569
โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปตามเกณฑ์ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและสภาพคล่องของการซื้อขาย
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ 4 หุ้นขนาดใหญ่ ได้แก่ BTS, CBG, CENTEL และ SAWAD กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตา เนื่องจากการถูกถอดออกจาก SET50 มักนำไปสู่แรงขายจากกองทุนที่อ้างอิงดัชนี
ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า MRDIYT และ THAI เป็นหุ้นไฮไลต์เด่นรอบนี้ เนื่องจากติดโผเข้าคำนวณทั้ง 2 ดัชนี ซึ่งจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเข้ามาซื้อเพื่อปรับพอร์ต
ส่วนหุ้นที่ถูกคัดออก แนะนำให้ระมัดระวังแรงเทขายในช่วง 2 สัปดาห์นี้ แต่หากปรับฐานลงมาลึก หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมี Story การเติบโตอย่าง BTS, CENTEL และ CBG ยังเป็นที่น่าสนใจในการทยอยสะสมหลังวันที่มีผลบังคับใช้
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ถูกถอดออกจากดัชนี SET50 พบว่าถูกแรงขายอย่างหนักในช่วงเช้าของการเปิดตลาด ณ เวลา 10.21 น. วันนี้ (18 มิ.ย.69)
ทั้งนี้ Thairath Money ได้รวบรวมมุมมองและบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ เพื่อเป็นอีกหนึ่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับพอร์ตของกองทุนที่อ้างอิงดัชนี และโอกาสในการเข้าลงทุนในหุ้นที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ดังนี้
หุ้น BTS ยังไม่เห็นปัจจัยหนุนชัดเจน
บล.บัวหลวง ประเมินว่า แนวคิดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง ส่งผลให้บริษัทอาจต้องรับรู้ผลขาดทุนจากทั้งสองเส้นทางต่อเนื่อง ขณะที่โครงการสนามบินอู่ตะเภายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเริ่มสร้างผลตอบแทน
นอกจากนี้ แม้นโยบายค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้ แต่ผลบวกต่อกำไรยังมีจำกัด
จากปัจจัยดังกล่าว บัวหลวงจึงปรับลดคำแนะนำ BTS ลงเป็น “ขาย” จากเดิม “ถือ” พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 1.80 บาท จาก 2.40 บาท โดยมองว่าหุ้นควรได้รับการลดระดับการประเมินมูลค่า และแนะนำให้นักลงทุนโยกเงินลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มขนส่งที่มีแนวโน้มผลประกอบการดีกว่าอย่าง BEM และ AAV
หุ้น CBG เริ่มเห็นปัจจัยบวกปีหน้า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 คาดกำไรจะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากฐานต่ำในปีที่ผ่านมา รวมถึงได้รับแรงหนุนจากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ การขยายช่องทางจัดจำหน่าย และการเริ่มรับรู้รายได้จากการรับจ้างผลิตเครื่องดื่ม “Loveza” ของบริษัท Love Potion ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และโอกาสที่สงครามในตะวันออกกลางยุติลง ซึ่งจะเป็น Upside ต่อประมาณการรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น
สำหรับปี 2570 ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 5.4% เป็น 3,085 ล้านบาท เติบโต 19.8% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในสหราชอาณาจักร ซึ่งจะเปลี่ยนไปสู่การจำหน่ายหัวเชื้อและรับรู้รายได้ค่าลิขสิทธิ์ รวมถึงการผลิตในอัฟกานิสถานที่จะช่วยลดภาษีนำเข้า
ทำให้ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 50.50 บาท และยกระดับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม เนื่องจากราคาหุ้นมี Upside 20.2% และมีโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัด Downside Risk
หุ้น CENTEL ราคาสะท้อนความเสี่ยงแล้ว
บล.เอเซีย พลัส มองว่าแม้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการท่องเที่ยว แต่ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ของ CENTEL ออกมาดีกว่าคาด โดยมีกำไรปกติ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อน และคิดเป็น 48% ของประมาณการกำไรทั้งปี
สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านประมาณการกำไรมีจำกัด ขณะที่การฟื้นตัวของโรงแรมในมัลดีฟส์และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจอาหารยังช่วยหนุนผลประกอบการได้ดี
นอกจากนี้ ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569-2570 ไว้ที่ 2.2 พันล้านบาท และ 2.5 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยยังมีปัจจัยหนุนจากการเปิดโรงแรมใหม่ในญี่ปุ่นและมัลดีฟส์ รวมถึงการกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของโรงแรมที่อยู่ระหว่างปรับปรุง
พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายที่ 42 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงไปก่อนหน้านี้ได้สะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว
หุ้น SAWAD ได้แรงหนุนจาก NIM ฟื้นและธุรกิจใหม่
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า อัตรากำไรดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของ SAWAD ยังมีโอกาสทยอยปรับตัวดีขึ้น จากการชะลอการตัดหนี้สูญ การปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการออกหุ้นกู้ใหม่
นอกจากนี้ ผลขาดทุนจากการขายรถยึดมีแนวโน้มลดลงตามเสถียรภาพของตลาดรถมือสอง ขณะที่บริษัทเริ่มรุกธุรกิจสินเชื่อ Locked Phone ผ่าน SCAP ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต
ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิปี 2569 ของ SAWAD จะอยู่ที่ 5,123 ล้านบาท เติบโต 2.4% จากปีก่อน แม้ในไตรมาส 2/69 อาจมีค่าใช้จ่ายสำรองและผลขาดทุนจากการขายรถยึดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
แต่รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสินเชื่อใหม่จะช่วยชดเชยได้บางส่วน โดยยังคงราคาเป้าหมายที่ 28 บาท และคำแนะนำ “ซื้อ” จาก Upside ของราคาหุ้นที่ยังอยู่ในระดับ 30.2% และคาด Dividend Yield ที่ 3.6%
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้