
เปิดเบื้องหลังกองทุน Situational Awareness ของอัจฉริยะ Leopold Aschenbrenner ทำไมแตกในชั่วข้ามคืน? ไม่ใช่แค่เพราะหุ้นกลุ่ม AI ร่วงติดต่อกันหลายสัปดาห์ จนท้ายที่สุดถูกบังคับขายเกลี้ยงพอร์ต
เมื่อคืนนี้เกิดประเด็นใหญ่ขึ้นมาในตลาดหุ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของตลาดทุนยุค AI เมื่อกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Situational Awareness ของ Leopold Aschenbrenner นักลงทุนคนดังแห่งยุค โดนบังคับขาย (Force Sell) หุ้นภายในกองทุนจนเกลี้ยงพอร์ต หลังหุ้นกลุ่ม AI เกิดแรงเทขายหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Leopold Aschenbrenner พากองทุนที่ดูแลอยู่นี้โตจากเงินตั้งต้นหลักร้อยล้านไปเป็นหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นถือหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ส่วนตัวเขาเองมองว่า จะกลายเป็นส่วนสำคัญที่สุดในยุคที่คนเร่งพัฒนาโมเดล AI และจะเป็นอุตสาหกรรมที่กลายเป็นที่ต้องการมากที่สุดในอนาคต
Leopold Aschenbrenner เป็นอดีตพนักงานของ OpenAI โดยผลงานเด่นของเขาคืองานวิจัยและบทความวิเคราะห์ตลาด AI ว่าเรื่อง Safety คือ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในยุคที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังมุ่งหน้าสู่การสร้าง AGI หรือ AI ที่จะมีศักยภาพเทียบเท่ามนุษย์
ต่อมาเขาได้ออกบทความวิจัยในชื่อ Situational Awareness: The Decade Ahead ความยาว 165 หน้า อธิบายว่า สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ในยุค AI คือโครงสร้างพื้นฐานอย่าง พลังงาน Data Center ตลอดจนชิป และพลังประมวลผล ซึ่งต่อมาสิ่งนี้กลายเป็นธีมหลักในการลงทุนของกองทุนเขาเอง
ในช่วงแรก กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดย Financial Times รายงานว่า กองทุนของเขาสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 439% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จนได้รับฉายาว่าเป็น “นักพยากรณ์แห่งยุค AI เลยทีเดียว”
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จริงในตลาดตอนนี้กลับไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่เขาวาดไว้ เมื่อตลาด AI มีวัฏจักรที่ไม่แน่นอน เหตุการณ์นี้ถือเป็นการพลิกผันครั้งใหญ่ เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อน กองทุนของเขายังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของวงการลงทุน
เมื่อได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแรงเทขายหุ้นกลุ่ม AI ในหลายตลาดทั่วโลก กองทุน Situational Awareness ได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก จึงต้องหารืออย่างเร่งด่วนกับนักลงทุนหลายรายในคืนวันพุธ เพื่อหาทางขายสินทรัพย์บางส่วนของกองทุน
และภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง Citadel หนึ่งในเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกของมหาเศรษฐี Ken Griffin บริหารสินทรัพย์อยู่รวมกว่า 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ตกลงเข้าซื้อหุ้นจดทะเบียนส่วนใหญ่จากพอร์ตลงทุนของ Leopold Aschenbrenner เหลือไว้แค่เพียงสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งรวมถึงสัดส่วนใน Anthropic ที่มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Citadel ขึ้นชื่อว่าเป็นกองทุนที่มักจะใช้เงินทุนมหาศาลเข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวนหรือมีแรงขายรุนแรง ซึ่งการเข้าซื้อพอร์ตของ Situational Awareness เกิดขึ้นในช่วงที่หุ้น AI ปรับตัวลงหนักตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานแรกออกมาจาก Financial Times ระบุว่า Situational Awareness ที่ถือหุ้น AI แบบกระจุกตัว ได้พูดคุยกับนักลงทุนเพื่อขายสินทรัพย์หรือระดมทุนเพิ่มเติม และกองทุนยังใช้ Leverage หรือการกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อเพิ่มผลตอบแทน ที่กลายเป็นดาบสองคมของนักลงทุนหลายคน โดยกลยุทธ์นี้ทำให้กำไรเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงตลาดขาขึ้น แต่กลับกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อหุ้นเทคโนโลยีเริ่มปรับฐาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา Situational Awareness ได้ยุติการเจรจากับนักลงทุนรายเล็กบางส่วน และหันไปเร่งปิดดีลกับผู้ซื้อรายใหญ่เพียงรายเดียว เพื่อให้การขายสินทรัพย์เสร็จสิ้นโดยเร็วและลดความเสียหายให้น้อยที่สุด
นอกจาก Citadel แล้ว ยังมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่หลายแห่งที่เข้าร่วมเจรจา เช่น Millennium Management ขณะที่ Goldman Sachs และ JPMorgan Chase ซึ่งทำหน้าที่เป็น Prime Broker ให้กับ Situational Awareness ก็มีส่วนร่วมในการเจรจาขายพอร์ตหุ้นครั้งนี้เช่นกัน
สิ่งที่น่าประหลาดใจของเคส Leopold Aschenbrenner ในครั้งนี้ คือ เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดวิกฤต เขายังส่งจดหมายถึงนักลงทุนด้วยท่าทีเชิงบวก เขาเปิดเผยว่ากองทุนสร้างผลตอบแทนได้ถึง 439% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน พร้อมเชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาเพิ่มเงินลงทุน
“บางช่วงเราจะบอกนักลงทุนว่า นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีเป็นพิเศษในการเพิ่มเงินลงทุน หากคุณกำลังรอโอกาสอยู่” Leopold Aschenbrenner ระบุในจดหมาย พร้อมเปิดให้นักลงทุนสามารถเติมเงินเข้ากองทุนได้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้
ตามข้อมูลการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแล ณ สิ้นไตรมาสแรก พบว่า หุ้นที่กองทุนถือครองมากที่สุด ได้แก่ Nebius Group, Sandisk, Micron, และ CoreWeave ซึ่งหุ้นทั้ง 4 ตัวต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 35% ภายในเดือนเดียว
ซึ่งก่อนตลาดเริ่มปรับฐาน กองทุนมีมูลค่าสินทรัพย์สูงถึง 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม กระทั่งวิกฤตเดินทางมาถึง Situational Awareness เผชิญผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานจาก CNBC ว่า กองทุนขาดทุนทั้งฝั่ง Long และ Short
อย่างไรก็ตาม กองทุน Situational Awareness จะยังดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทลงทุนด้าน Private Investments ตามเดิม ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักลงทุนหนุ่มไฟแรงคนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาถึงขั้นได้รับสมญานามว่าเป็น “ศาสดาแห่งวงการ AI” จากการที่กองทุนที่เขาดูแลนั้นทำเงินได้มหาศาลช่วงหุ้น AI บูมหนัก ๆ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ แรงขายรอบล่าสุดนี้อาจไม่ได้เกิดจากการที่นักลงทุนหมดศรัทธาต่อ AI โดยมีทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่า จุดเริ่มต้นมาจากหุ้นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำในเกาหลีใต้ ซึ่งถูกเทขายอย่างหนักตั้งแต่เดือนมิถุนายน จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call)
Margin Call คือสถานการณ์ที่นักลงทุนกู้เงินมาซื้อหุ้น แต่เมื่อราคาหุ้นลดลงมากเกินไป โบรกเกอร์จะเรียกให้เติมเงินเพิ่ม หรือบังคับขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ แต่ปัญหาคือ นักลงทุนเกาหลีใต้จำนวนมากใช้เงินกู้ลงทุนในหุ้น AI
เมื่อราคาหุ้นร่วง นักลงทุนต้องขายหุ้นเพื่อหาเงินไปวางหลักประกัน ราคาหุ้นจึงยิ่งลดลง ส่งผลให้นักลงทุนรายอื่นถูก Margin Call เพิ่มอีก กลายเป็นวงจรที่เร่งแรงขายให้ลุกลามไปทั่วทั้งกลุ่มหุ้น AI และหุ้นหลายตัวที่ Situational Awareness ถืออยู่ ก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ดังนั้น ไม่ว่า Leopold Aschenbrenner จะยังเชื่อมั่นในอนาคตของ AI มากแค่ไหน ก็ไม่มีความหมาย เพราะตลาดบังคับให้เขาต้องขายตามจังหวะของตลาด ซึ่งแรงขายที่เกิดขึ้นนี้ทำให้กองทุนขาดทุนหนัก และเมื่อใช้ Leverage อยู่แล้ว เขาจึงต้องทยอยลดสถานะลงทุนเพื่อนำเงินมาชำระหนี้
แต่แล้วเมื่อผู้ขายถูกบังคับขายหุ้นออกไป ผลที่ตามมาคือหุ้นในตลาดนี้ก็ฟื้นกลับขึ้นมาทันที โดยหลังมีข่าวว่า Citadel เข้าซื้อพอร์ตหุ้นของ Situational Awareness หุ้น AI หลายตัวที่กองทุนเคยถือ เช่น Sandisk และ Nebius กลับปรับตัวขึ้นอย่างแรง
นักลงทุนจำนวนมากมองว่า หนึ่งในผู้ขายรายใหญ่ที่ถูกบังคับขายได้ออกจากตลาดไปแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อราคาหุ้นลดลง เลยเป็นที่มาให้เราเห็นว่าหุ้นที่ Aschenbrenner เชื่อมั่นมากที่สุดกลับมาฟื้นตัว หลังจากที่เขาถูกบังคับให้ขายออกไปแล้ว
เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในความโหดร้ายที่สุดของตลาดการเงิน หลายคนหยิบยกคำพูดของ Charlie Munger กลับมาอีกครั้ง
“Smart men go broke 3 ways: Liquor, Ladies and Leverage” ต่อให้ฉลาดแค่ไหน ก็หมดตัวได้จาก 3 สิ่ง เหล้า ผู้หญิง และเลเวอเรจ
บางครั้งเราอาจจะเป็นคนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกได้ถูกต้อง เข้าใจอุตสาหกรรมลึกซึ้งกว่าคนส่วนใหญ่ และสร้างพอร์ตการลงทุนได้ถูกทางทุกอย่าง แต่หากใช้ Leverage มากเกินไป และเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นที่สูงเกินไป
วันหนึ่งตลาดจะไม่มาตัดสินว่า แนวคิดของคุณถูกหรือผิด คุณจะฉลาดหรือมีทฤษฎีมากน้อยแค่ไหน แต่ตลาดจะหันมาตัดสินเพียงว่า “คุณยังอยู่รอดได้นานพอที่จะพิสูจน์มันหรือไม่”
ที่มา: Financial Times [1][2], CNBC, Business Insider
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney