
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Webull Corporation เจ้าของแพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ Webull เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎรที่อาคารรัฐสภา
หลังได้รับหนังสือเชิญให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากเรื่องร้องเรียนว่า กลุ่มมิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มเทรดหุ้นออนไลน์ของ Webull Thailand เป็นช่องทางในการเปิดบัญชีม้าและรับโอนเงินจากการกระทำผิด รวมถึงข้อกังวลเรื่องระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC/CDD) ที่อาจไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย ซึ่ง กมธ. เห็นว่าหากมีช่องโหว่จริงจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
ในข้อเท็จจริงเรื่องบัญชีม้าบนแพลตฟอร์ม ชลเดช ชี้แจงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เริ่มต้นจากการเปิดบัญชีหรือการฝากเงิน แต่เกิดจากการที่มิจฉาชีพบางกลุ่มพยายามใช้บริการถอนเงินแบบเรียลไทม์ของบริษัทเป็นช่องทางผ่านเงิน
โดย Webull Thailand ได้พัฒนาระบบให้ลูกค้าสามารถถอนเงินที่ผ่านการ Settlement แล้วได้แบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากการถอนเงินรูปแบบทั่วไปที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ที่อาจต้องรอการจัดเตรียมสภาพคล่องก่อนอนุมัติการถอน ได้แก่ เงินจากการขายหุ้นต่างประเทศซึ่งต้องรอ T+1 วันทำการ หรือหุ้นไทยซึ่งต้องรอ T+2 วันทำการ รวมถึงเงินสดที่ยังไม่ได้ลงทุน ซึ่งหลายแห่งไม่สามารถถอนแบบเรียลไทม์
จุดนี้กลายเป็นช่องโหว่ที่มิจฉาชีพพยายามเข้ามาใช้ประโยชน์ โดยการฝากเงินเข้ามาแล้วถอนออกทันทีโดยไม่มีการซื้อหุ้นเลย ทำให้ Webull Thailand กลายเป็นช่องทางผ่านเงินแทนที่จะเป็นแพลตฟอร์มลงทุน
ชลเดช ระบุว่า บริษัทได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าพบข้อมูลบัญชีต้องสงสัย จำนวน 2 บัญชี หลังจากนั้นบริษัทจึงส่งทีมเข้าไปร่วมทำงานในวอร์รูมของตำรวจ โดยประสานงานกับสำนักงาน ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลจนพบเครือข่ายบัญชีม้ารวม 40 บัญชี โดยบริษัทได้ทำการระงับธุรกรรมทั้งหมด พร้อมทั้งรายงานธุรกรรมต้องสงสัยต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้หลังได้รับแจ้ง บริษัทได้พัฒนาระบบ Internal Risk Scoring Model เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่เข้าข่ายฟอกเงิน ตัวอย่างพฤติกรรมที่ถูกจับตา เช่น การฝากเงินเข้ามาโดยไม่ลงทุน การลงทุนเพียงเล็กน้อยก่อนถอนเงินออก การฝากและถอนเงินเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง หรือพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการลงทุนปกติ และเมื่อพบธุรกรรมต้องสงสัย บริษัทสามารถหน่วงการถอนเงินได้และให้เจ้าหน้าที่ติดต่อยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
หากลูกค้าไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ หรือมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการติดต่อ บริษัทจะดำเนินการตามกระบวนการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยต่อหน่วยงานกำกับดูแล
โดยหลังจากใช้งานระบบดังกล่าวเพียงไม่กี่สัปดาห์ บัญชีม้าที่พยายามใช้ช่องทางผ่านบริษัทหลักทรัพย์ก็หายไปจากระบบ “โดยตอนนี้ตำรวจแจ้งตรงกันว่าไม่มีบัญชีม้าลักษณะดังกล่าวอยู่ในแพลตฟอร์มแล้ว” ชลเดช กล่าว
นอกเหนือจากกรณีบัญชีม้า ชลเดช เปิดเผยว่า บริษัทได้ตรวจพบกรณีที่มิจฉาชีพปลอมแปลงเอกสารบัญชีเงินฝากเพื่อใช้ในการผูกบัญชีสำหรับถอนเงิน แม้ว่าขั้นตอนเปิดบัญชีและ KYC จะผ่านการตรวจสอบทั้งหมด แต่มีบางกรณีที่ผู้ไม่หวังดีใช้เอกสารปลอมในการขอผูกบัญชีรับเงิน โดยยอมรับว่า ในช่วงเวลานั้นมีข้อบกพร่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บางส่วน ทำให้เกิดการอนุมัติถอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่ใช่เจ้าของตัวจริงได้ และเดิมทีบริษัทหลักทรัพย์ไม่มีอำนาจตรวจสอบชื่อบัญชีธนาคารได้โดยตรง
อย่างไรก็ตามบริษัทได้ประสานงานกับธนาคารพันธมิตรระดับโลกแห่งหนึ่ง พัฒนาระบบตรวจสอบชื่อบัญชีแบบอัตโนมัติ โดยใช้กระบวนการยืนยันชื่อเจ้าของบัญชีผ่านระบบธนาคารก่อนอนุมัติการผูกบัญชีถอนเงินทุกครั้ง พร้อมทั้งย้อนตรวจสอบลูกค้าที่มีอยู่หลายแสนรายทั้งหมดว่าชื่อสอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งระบบใหม่ทั้งหมดดำเนินการเสร็จภายใน 2-3 สัปดาห์แรกหลังเกิดเหตุ และตำรวจยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีบัญชีม้าในระบบ Webull Thailand แล้ว
สำหรับข้อกังวลเรื่องกระบวนการรู้จักลูกค้า (Know Your Customer : KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence : CDD) ชลเดช ระบุว่า Webull Thailand มีกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้าหลายขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น ได้แก่ การตรวจสอบผ่านระบบ NDID และฐานข้อมูลกรมการปกครอง (DOPA) การถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชนพร้อมใช้ AI ตรวจสอบว่าเป็นบัตรปลอมหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบภาพถ่ายเซลฟี่กับภาพบนบัตรประชาชน โดยใช้ทั้ง AI และเจ้าหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบก่อนนำข้อมูลที่ลูกค้ากรอกเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบครอบคลุมฐานข้อมูลของสำนักงาน ปปง. ฐานข้อมูลกรมบังคับคดี และฐานข้อมูลสากลของ Refinitiv ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สถาบันการเงินระดับโลกใช้ รวมถึงระบบที่บริษัทพัฒนาเองสำหรับกลุ่มที่ไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะรองรับ เช่น นักการเมืองท้องถิ่น ทุกอย่างดำเนินการตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง.
โดยบริษัทจะพิจารณาความสมเหตุสมผลของข้อมูล เช่น อาชีพ รายได้ แหล่งที่มาของเงินลงทุน ที่อยู่ และพฤติกรรมทางการเงิน หากพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระแต่มีเงินลงทุนจำนวนมากผิดปกติ หรือที่อยู่ที่แจ้งไม่สัมพันธ์กับข้อมูลการทำงาน ระบบจะตั้งข้อสังเกตและส่งให้พนักงานพิจารณา โดยยืนยันว่าไม่มีการอนุมัติแบบอัตโนมัติ 100%
ในประเด็นข้อกล่าวหาจากสื่อบางแห่งที่ได้กล่าวหาว่า Webull Thailand “รับฝากเงินสดหรือเป็นธนาคารเถื่อน” ชลเดช ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง บริษัทไม่มีการรับหรือถอนเงินสด และทุกธุรกรรมต้องผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น เนื่องจากไม่มีบริษัทหลักทรัพย์ใดในประเทศไทยที่ลูกค้าสามารถนำเงินสดมาฝากได้ โดยตั้งแต่เปิดให้บริการมา การฝากเงินต้องทำผ่าน Dynamic QR Code ที่สร้างขึ้นเฉพาะครั้งเมื่อลูกค้าล็อกอินเข้าระบบ และชื่อบัญชีธนาคารต้นทางต้องตรงกับชื่อบัญชีหลักทรัพย์ 100%
ชลเดช ระบุว่า หากชื่อบัญชีต้นทางไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ระบบจะปฏิเสธธุรกรรมทันทีตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งแนวทางนี้เข้มงวดกว่าบางบริษัทหลักทรัพย์ที่อาจให้เงินเข้าระบบก่อนแล้วค่อยตรวจสอบย้อนหลังหรือบางแห่งใช้บัญชีเงินฝากที่เชื่อมกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง ทำให้สามารถรับเงินจากบุคคลอื่นได้
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการทำธุรกิจธนาคารเถื่อน ยังถือเป็นการบิดเบือนความจริงจากการที่ลูกค้าฝากเงินบาทเพื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐสำหรับการลงทุน และบริษัทมีการจ่ายดอกเบี้ยให้ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานปฏิบัติปกติของบริษัทหลักทรัพย์ทั่วไปที่สามารถให้ดอกเบี้ยเงินฝากได้ทั้งสกุลบาทและสกุลต่างประเทศ ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่ในกรอบที่ ก.ล.ต. กำหนด คือ ห้ามจ่ายเกินอัตราที่ได้รับจากธนาคาร ส่วนที่โบรกเกอร์อื่นไม่จ่ายดอกเบี้ยนั้นเป็นเรื่องนโยบายธุรกิจของแต่ละบริษัท ไม่ใช่ข้อห้ามของกฎหมาย
ในเรื่องของผลกระทบต่อลูกค้า ชลเดช ยอมรับว่าข่าวที่ออกไปทำให้นักลงทุนบางส่วนเข้าใจผิด รวมถึงเข้าใจว่าการที่ กมธ. เชิญมาพบเป็นการกล่าวโทษ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงการเชิญมาชี้แจง อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงแผนการดำเนินการในระยะต่อไป ชลเดช ระบุว่า หลังจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการในตลาดทุน กำลังหารือร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรฐานการป้องกันบัญชีม้าในอุตสาหกรรมโดยมีประเด็นสำคัญที่จะครอบคลุมตั้งแต่การเปิดบัญชี การฝากเงิน และการถอนเงิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและพฤติกรรมลูกค้า
นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์ถอนเงินแบบเรียลไทม์ต่อไปหรือไม่ ซึ่งหากมีการกำหนดมาตรการใหม่หลังจากนี้ก็จะกระทบโบรกเกอร์ทุกรายเท่าเทียมกัน ซึ่งเกณฑ์ใหม่อาจต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ลงทุนทั่วไปที่มีพฤติกรรมปกติด้วย โดยทางบริษัทได้มีการเสนอแนวทางแบ่งกลุ่มลูกค้า โดยลูกค้าที่มีประวัติพฤติกรรมการลงทุนปกติต่อเนื่องยาวนานอาจได้รับสิทธิถอนเรียลไทม์ต่อไป ส่วนลูกค้าใหม่หรือผู้ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอาจถูกชะลอการถอน 1-2 ชั่วโมงหรือดำเนินการวันละ 2-3 ครั้ง
อย่างไรก็ตามการห้ามถอนแบบเรียลไทม์อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะรากของบัญชีม้ามาจากธนาคาร ไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์ พร้อมระบุว่า กฎหมายหลักทรัพย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย ชลเดช กล่าว
โดย Webull Thailand ยินดีแบ่งปันแนวทางและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาให้กับหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงพร้อมขยายมาตรฐานนี้ไปยังผู้ประกอบการรายอื่น เช่น e-Wallet และกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าความเสียหายจากมิจฉาชีพสูงเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมร่วมกัน
ทั้งนี้การประชุมในวันดังกล่าวมีหน่วยงานเข้าร่วมครบถ้วน ทั้งสำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และโบรกเกอร์รายอื่น ซึ่งชลเดชยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Webull Thailand เพียงรายเดียว
ในส่วนของคดีหมิ่นประมาทที่บริษัทฟ้องร้องสื่อที่เสนอข่าวเท็จไปก่อนหน้านี้ ชลเดชยืนยันจะไม่มีการยอมความและจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนขณะเดียวกัน บริษัทยังคงรอผลการตรวจสอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. ซึ่งมีกำหนดเข้าตรวจสอบบริษัทเพิ่มเติมในช่วงสิ้นเดือนนี้ เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและแนวทางกำกับดูแลในระยะต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -