
แม้ช่วงนี้ข่าวการหลอกลวงรายย่อยอาจเบาบางลง แต่ธุรกรรมทุนเทา หรือการฟอกเงินของเหล่ามิจฉาชีพยังเกิดขึ้นต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะคริปโตฯ จนถึงธุรกิจหลักทรัพย์ ทำให้หน่วยงานผู้กำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมยกระดับการดูแลเพื่อให้ทุนเทาเหล่านี้ลดลง!
ล่าสุด เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในงาน Media Briefing ก.ล.ต. พบสื่อมวลชนว่า ที่ผ่านมาทุกหน่วยงานเข้มงวดเรื่องการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มิจฉาชีพใช้บัญชีม้าผ่านธนาคาร หรืออาศัยช่องทางของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล แต่เมื่อช่องทางต่างๆ เข้มงวดขึ้นทำให้ธุรกรรมต้องสงสัยของเหล่ามิจฉาชีพหาช่องทางใหม่ๆ โดยตั้งแต่ปลายปี 2568 เริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้ในธุรกิจหลักทรัพย์
ดังนั้น ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ก.ล.ต.จะออกแนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (Broker) เพื่อยกระดับกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบข้อเท็จจริง (CDD) ให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น การตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน เจ้าของที่แท้จริงคือใคร ธุรกรรมที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับฐานะของบริษัทหรือไม่ อาจดูจากทุนจดทะเบียน การขอวงเงินซื้อขายหุ้น เป็นต้น โดย ก.ล.ต. มีการหารือกับผู้ประกอบการและจะเริ่มบังคับใช้แนวปฏิบัติในวันที่ 16 ส.ค.69
"หนึ่งในเรื่องสำคัญ คือ กลไกการตรวจสอบเรื่อง KYC/CDD ที่ ก.ล.ต. มีเกณฑ์กำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น กำหนดหลักเกณฑ์และลงพื้นที่ตรวจบริษัทหลักทรัพย์ว่าทำตามกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบก็จะถูกลงโทษ โดยมีโทษปรับสูงสุดมูลค่าประมาณ 3 แสนบาทต่อกรณี และปรับวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการแก้ไขที่ถูกต้อง" นายเอนก กล่าว
ทั้งนี้ มิจฉาชีพมีวิธีการใหม่เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายอยู่เสมอ ดังนั้น ก.ล.ต. ยิ่งต้องปรับการกำกับดูแลให้ครอบคลุมและเจาะลึกมากขึ้น ออกแนวทางใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งช่วงที่ผ่านมายังดำเนินการอีกหลายด้าน เช่น ยับยั้งบัญชีม้าคริปโทเคอร์เรนซีไปแล้วกว่า 58,006 บัญชี (ณ เม.ย. 2569) ส่วนเรื่อง Travel Rule อยู่ระหว่างการดำเนินการคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ (ม.ค.-พ.ค.) มียอดการดำเนินการรับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเรื่องการหลอกลงทุน 4,307 ครั้ง สะท้อนว่าคนเริ่มตื่นตัวเรื่องการหลอกลวงลงทุนมากขึ้น ซึ่งการเข้ามาปรึกษากับ ก.ล.ต. อาจช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ภายในไตรมาส 3/2569 ก.ล.ต. จะออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ฯ (IPO) กับ ก.ล.ต. โดยมีการกำหนดว่าทุกบริษัทต้องมีหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในและคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน มี 2 ส่วนหลัก
1. ทักษะความรู้ เช่น ต้องมีใบรับรองต่างๆ เช่น วุฒิบัตร CIA, IAP และ CPIAT เป็นต้น
2. ต้องมีประสบการณ์การทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะด้านตรวจสอบภายในอย่างน้อยกว่า 3 ปี
เบื้องต้นจะพูดคุยกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อให้การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ฯ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต. นี้โดยคาดว่า จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงานผู้เกี่ยวข้อง (Hearing) ภายในเดือน มิ.ย. - ก.ค.นี้
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney