
SET บวกแต่พอร์ตไม่เขียว? คำตอบอาจอยู่ที่ DELTA หุ้นตัวเดียวที่มีมูลค่ากว่า 4.07 ล้านล้านบาท หรือราว 21% ของตลาดหุ้นไทย โบรกฯ ชี้หากตัด DELTA ออก SET แทบไม่ขยับ คาดนักลงทุนยังรอปัจจัยบวกใหม่
ช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนไทยน่าจะเคยเห็นภาพที่ชวนสับสนอยู่บ่อยครั้ง ดัชนี SET Index ปรับขึ้น แต่พอร์ตกลับไม่ค่อยเขียว หรือบางวันดัชนีดูทรงตัวทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่แดงทั้งกระดาน
เหตุผลสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่ชื่อของหุ้นตัวเดียวคือ DELTA ซึ่งมีขนาดใหญ่ จนเคลื่อนไหวของหุ้นตัวนี้เพียงตัวเดียวสามารถเปลี่ยนหน้าตาของตลาดหุ้นไทยทั้งตลาดได้ในบางวัน
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดพบว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของตลาดหุ้นไทยอยู่ราว 19.37 ล้านล้านบาท ขณะที่ DELTA มีมูลค่าตลาดประมาณ 4.07 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 21% ของทั้งตลาด
ทำให้การเคลื่อนไหวของ DELTA มีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นส่วนใหญ่รวมกันหลายตัว
SET Index ถูกออกแบบให้สะท้อนภาพรวมของราคาหุ้นทั้งหมดในตลาดผ่านวิธีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์ ดังนั้นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงย่อมส่งผลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก
ปัญหาคือเมื่อหุ้นตัวหนึ่งมีขนาดใหญ่ผิดสัดส่วน ภาพที่ดัชนีสะท้อนอาจไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่จริง
อย่างวันนี้ (22 พ.ค.69) ที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวบวกขึ้นมา ณ เวลา 14.46 น. อยู่ที่ 1,533.58 จุด เพิ่มขึ้น 2.91 จุด หรือ +0.19% จากวันก่อนหน้านั้น พบว่าหุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นมา มีผลกระทบต่อดัชนีมากที่สุดถึง 4.90 จุด ซึ่งมากกว่าการปรับขึ้นของดัชนีรวมวันนี้ หลังราคาขึ้นมาอยู่ที่ 331.00 บาท หรือเพิ่มขึ้น 5.00 บาท (+1.53%)
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ช่วงหลัง นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จำนวนมากเริ่มใช้แนวคิด “SET ex. DELTA” หรือการตัดผลกระทบของ DELTA ออกจากการประเมินตลาด เพื่อดูว่าแรงซื้อขายกระจายไปยังหุ้นส่วนอื่นจริงหรือไม่
ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หากหักผลการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น DELTA ออกไป ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะบวกหรือลบเล็กน้อย หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังรอคอยปัจจัยบวกใหม่ๆ หรือรอให้ปัจจัยลบที่มีอยู่คลี่คลายลง
ดังนั้น แนะนำว่าการลงทุนในระยะนี้ต้องกำหนด "กรอบเวลารอบสั้นๆ" เน้นเก็งกำไรในกรอบ (Trading) และหลีกเลี่ยงการถือครองสถานะ ข้ามสัปดาห์ในสัดส่วนที่สูงเกินไป
ต้องบอกว่า DELTA ไม่ใช่แค่หุ้นใหญ่ แต่เป็นหุ้นที่มูลค่าขยายตัวขึ้นเร็วกว่าตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากธีมที่โลกกำลังมุ่งไป ทั้ง Data Center, Power Management, AI Infrastructure และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังสูง ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าหุ้นจนราคาปรับขึ้นเร็วในบางช่วง
ถ้าถามว่าใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับกลุ่มบิ๊กแคปในตลาดหุ้นไทย หากดูจากข้อมูลล่าสุดจะพบว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของ DELTA ทะยานขึ้นไปสูงถึงราว 4.07 ล้านล้านบาท ทิ้งห่างหุ้นบิ๊กแคปที่เคยเป็นเสาหลักของตลาดอย่าง ADVANC และ PTT ที่มีมูลค่าตลาดอยู่ในระดับ 1.06 ล้านล้านบาทอย่างขาดลอย
หมายความว่าในปัจจุบัน แค่หุ้น DELTA เพียงตัวเดียวก็มีขนาดใหญ่กว่าหุ้นอันดับสองของกระดานถึงเกือบ 4 เท่าตัวเข้าไปแล้ว
ด้วยไซซ์ระดับนี้ ทำให้ DELTA กลายเป็นหุ้นที่มีน้ำหนักต่อการคำนวณดัชนี SET Index มากที่สุด การขยับขึ้นหรือลงของราคาหุ้น DELTA เพียงไม่กี่บาท จึงมีพลังมากพอที่จะฉุดกระชากตัวเลขดัชนีรวมของตลาดให้เหวี่ยงตามได้อย่างรุนแรง
จนหลายครั้งภาพของดัชนีตลาดที่บวกหรือลบหนักๆ อาจไม่ได้สะท้อนภาพรวมของหุ้นทั้งกระดาน แต่เป็นเพียงเงาสะท้อนจากแรงซื้อขายในหุ้น DELTA เพียงตัวเดียว
อีกด้านหนึ่งการที่หุ้นมีขนาดใหญ่มาก ทำให้นักลงทุนสถาบันที่อิง Benchmark หรือกองทุนที่อิงกับดัชนีต้องซื้อขายตาม ดังนั้น เมื่อ DELTA วิ่ง เงินก็มีแนวโน้มถูกดึงเข้าหา DELTA มากขึ้น และเมื่อ DELTA ถูกขาย ดัชนีก็อาจดูอ่อนแอกว่าที่หุ้นส่วนใหญ่กำลังเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของหุ้นรายตัวที่มากเกินไปนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ และตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็ได้แก้เกมในช่วงปี 2568 ซึ่งได้เปิดแนวทางปรับเกณฑ์ Capped Weight จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวสำหรับดัชนี SET50 และ SET100 ที่ระดับ 10% เพื่อลดการพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่มากเกินไป และให้ดัชนีสะท้อนภาพรวมตลาดได้สมดุลขึ้น
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น DELTA พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างร้อนแรง บวกไปแล้วกว่า 88.44% ในทิศทางเดียวกับภาพรวมดัชนี SET Index ที่ปรับขึ้น 21.67% ทำให้นักลงทุนต่างจับตาว่าแล้วหุ้นตัวนี้จะไปทิศทางไหนต่อ
ท่ามกลางความคาดหวังเรื่องกำไรที่สูงลิ่วและมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ขยับขึ้นมาตึงตัวอย่างมาก ล่าสุดนักวิเคราะห์จากค่ายหลักทรัพย์ชั้นนำได้ออกมาประเมินสถานการณ์ไว้ ดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเชิงบวกต่อผลการดำเนินงาน โดยระบุว่ากำไรปกติในไตรมาส 1/2569 ทำได้ถึง 8.8 พันล้านบาท เติบโต 77.0% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ทางฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ 11% และสูงกว่าที่ตลาดคาด 14%
ปัจจัยหนุนหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้ดีกว่าคาด นอกจากนี้ ผู้บริหารยังคาดการณ์ถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่ม Data Center และ AI ซึ่งเป็นธุรกิจหลักในช่วงปี 2569-2570 จากอานิสงส์การลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ โดยประเมินว่าจะมีคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งเข้ามาในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของกลยุทธ์การลงทุน ให้คำแนะนำเพียง "ถือ" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 320.00 บาท แม้จะมีการปรับ P/E เป้าหมายขึ้นเป็น 92 เท่า เพื่อสะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งแล้วก็ตาม เนื่องจาก ณ ระดับราคาปัจจุบัน DELTA ซื้อขายด้วย P/E ปี 2569 ที่ระดับสูงถึง 101 เท่า และมี PBV ที่ 30 เท่า
จึงแนะนำให้นักลงทุน "รอเข้าลงทุนเมื่อราคาย่อตัว" เนื่องจากราคาบนกระดานปัจจุบันขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายที่ประเมินไว้แล้ว
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "เก็งกำไร" พร้อมขยับราคาเหมาะสมใหม่เป็น 283.00 บาทต่อหุ้น จากเดิม 208.00 บาท หลัง DELTA รายงานกำไรปกติไตรมาส 1/2569 ดีกว่าที่ตลาดคาดจากกำไรขั้นต้นที่เติบโตเด่น
ทั้งนี้มองว่าแนวโน้มกำไรจะแข็งแกร่งตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน AI และกำไรขั้นต้นที่จะขยายตัวจากสินค้าใหม่ที่มีนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก
แต่ก็ให้มุมมองความระมัดระวังในเรื่องความถูกแพงของราคาหุ้นเช่นเดียวกัน โดยระบุว่าบนประมาณการใหม่ ราคาหุ้นซื้อขายบน P/E ปี 2569 ถึง 96 เท่า เทียบกับการซื้อขายในอดีต ซึ่งถือว่า Valuation อยู่ในระดับตึงตัว
หากกำไรเติบโตได้ไม่เท่ากับความคาดหวัง หุ้นก็จะมีความเสี่ยงต่อการถูกลดระดับมูลค่าได้ จึงแนะนำกลยุทธ์ "รอสะสมเมื่ออ่อนตัว" แทนการไล่ราคาจากงบที่ดีกว่าคาด
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้