
พาส่อง TOP 5 หุ้น SET100 ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือนเด่นสุด พร้อมมุมมองนักวิเคราะห์ฯ ราคานี้ยังไปต่อได้ไหม?
ผ่านมาแล้วครึ่งเดือนพฤษภาคม 2569 แต่บรรยากาศในตลาดหุ้นไทยเรียกได้ว่า “เดือด” กว่าที่หลายคนคาดไว้ หลังต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงแรงขายทำกำไรหลังสิ้นสุดช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/69
แต่ในจังหวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความผันผวน กลับมีหุ้นบางตัวราคาวิ่งแบบร้อนแรงเกินต้าน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแพ็กเกจจิ้ง ที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงจนกลายเป็นเป้าสายตาของนักลงทุน
นำทีมโดย GUNKUL ที่ขึ้นแท่นแชมป์หุ้นบวกแรงสุดรอบ 1 เดือนใน SET100 หลังราคาหุ้นพุ่งเกือบ 50% ตามด้วย 3 หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง HANA, KCE และ CCET ที่กอดคอกันทะยานขึ้นตามอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก รวมถึง SCGP ที่สร้างเซอร์ไพรส์จากกำไรไตรมาสแรก จนราคาหุ้นกลับมาคึกคักอีกครั้ง
Thairath Money พาไปเปิดสถิติย้อนหลัง พร้อมเจาะลึกว่าอะไรคือแรงส่งที่ทำให้หุ้นเหล่านี้กลายเป็น “ดาวเด่น” แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร หุ้นกลุ่มเหล่านี้ยังไปต่อได้อีกไหม หรือเริ่มเข้าใกล้จุดร้อนแรงเกินพื้นฐานแล้ว
ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GUNKUL เจ้าของธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยถือเป็นหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่ทำผลตอบแทนย้อนหลัง 1 เดือนได้ดีที่สุด ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ดังนี้
สะท้อนประเด็นบวกเชิงพื้นฐานและนโยบายรัฐ โดยในไตรมาส 1/69 บริษัทมีกำไรปกติอยู่ที่ 445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล รวมถึงธุรกิจ Trading ที่มีรายได้สูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดไตรมาส 1/69 อีก 0.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ในระดับที่น่าสนใจถึง 3.1%
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด คาดการณ์ว่าแนวโน้มในไตรมาส 2/69 กำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตามฤดูกาลผลิตไฟฟ้า และยังได้อานิสงส์ระยะยาวจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 2 แสนบาท ซึ่ง GUNKUL เป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจครบวงจร
โดยแนะนำ "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 3.80 บาทต่อหุ้น แต่แนะนำให้ใช้ความระมัดระวังและรอจังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานเพื่อทยอยสะสมลงทุน
สำหรับอันดับ 2 อันดับ 3 และอันดับ 4 หุ้นในกลุ่ม SET100 ที่บวกแรงสุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตกเป็นของหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ HANA, KCE และ CCET ที่ต่างกอดคอกันสร้างผลตอบแทนเป็นบวกอย่างโดดเด่น โดยข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น HANA
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น KCE
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น CCET
กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับ “Thairath Money” ว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับตัวขึ้นตามกระแสหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศ และความคาดหวังผลประกอบการว่าจะสามารถเติบโตได้ดี รวมถึงได้รับอานิสงส์จากทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/69 ที่ผ่านมา พบว่าผลประกอบการมีทั้งที่ออกมาดีและไม่ดี ทำให้ประเมินว่าในระยะต่อไปหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯ อาจมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรมากขึ้น เนื่องจากราคาหุ้นได้ตอบรับปัจจัยบวกต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว
ในขณะที่ทิศทางการฟื้นตัวของผลประกอบการในหลายบริษัทยังไม่มีความชัดเจน และยังมีความท้าทายสำคัญในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาทองแดงที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่อาจกดดันให้แนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าระดับราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่มีจุดที่น่าสนใจให้เข้าซื้อเป็นพิเศษ และนักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นบางตัวที่ปรับขึ้นมาได้ เป็นผลมาจากมูลค่า (Valuation) ที่อยู่ในระดับถูกมาก แต่ปัจจุบันราคาหุ้นบางตัวได้ขยับขึ้นมาจนเกินมูลค่าทางบัญชีไปแล้ว
ทั้งนี้ ตลาดยังต้องรอติดตามอย่างใกล้ชิดว่าผลประกอบการจะสามารถฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการประเมินความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มนี้กันใหม่อีกครั้ง
ส่วนอันดับที่ 5 ตกเป็นของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SCGP หลังผลประกอบการในไตรมาส 1/69 สร้างเซอร์ไพรส์ให้นักลงทุน โดยรายงานกำไรสุทธิที่ 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน
และหากหักรายการพิเศษออกจะมีกำไรหลักอยู่ที่ 1,494 ล้านบาท เติบโตถึง 63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 73% จากไตรมาสก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้
ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนี้
ซึ่งปัจจัยหลักที่ดันกำไรให้พุ่งแรงมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ธุรกิจรีไซเคิลที่ทำกำไรได้ดีกว่าคาด รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนต้นทุนดอกเบี้ยและอัตราภาษีที่ลดลง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มในไตรมาส 2/69 ประเมินว่ากำไรหลักของ SCGP จะยังคงเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอุปสงค์กระดาษบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแกร่งทั่วอาเซียน
แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอาจเห็นการชะลอตัวลงเล็กน้อยจากผลกระทบของวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์และการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซีย
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ฯ ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 25.00 บาทต่อหุ้น เพื่อรับแนวโน้มกำไรปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นถึง 34% จากปีก่อน
หมายเหตุ: ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง ณ ราคาปิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้