
บรรยากาศการลงทุนหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI วันนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังครบกำหนดระยะเวลาห้ามขายหุ้น หรือ Silent Period เป็นวันแรกของ "เจ้าหนี้"
ซึ่งจะทำให้หุ้นจำนวนมหาศาลกว่า 6,600 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 25% ของหุ้นที่มาจากการแปลงหนี้เป็นทุนและหุ้นเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิม สามารถถูกนำออกมาเทขายในกระดานได้
ทันทีที่เปิดตลาดพบว่าแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาหุ้น THAI ดิ่งลงชั่วคราวที่ระดับ 5.25 บาทต่อหุ้น ก่อนเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงราคา โดย ณ เวลา 11.05 น. ราคาฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6.20 บาท แต่ยังลดลง 0.80 บาท (-11.43%) จากราคาปิดวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 1.77 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดี นี่อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของแรงกดดัน เพราะนอกจากหุ้นล็อตแรกในเดือนกุมภาพันธ์นี้แล้ว ตลาดยังต้องเตรียมรับมือกับคลื่นระลอกสอง เนื่องจากยังมีหุ้น THAI อีกกว่า 19,000 ล้านหุ้น ที่กำลังจ่อคิวปลดล็อก Silent Period และสามารถนำออกมาขายได้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องวางแผนรับมือต่อไป
เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจภาพรวม ต้องย้อนความไปถึงกระบวนการออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหัวใจสำคัญคือ “การแปลงหนี้เป็นทุน” เพื่อให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก ตามเงื่อนไขของตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยในกระบวนการนี้ บรรดาเจ้าหนี้สถาบันการเงินรายใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ได้เปลี่ยนสถานะจาก "เจ้าหนี้" มาเป็น "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ของการบินไทย
ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรก ได้แก่
เพื่อให้เกิดเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วงแรกของการกลับมาซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงกำหนดเกณฑ์ Silent Period ห้ามไม่ให้กลุ่มเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเดิมที่ได้รับการจัดสรรหุ้นราคาต่ำ นำหุ้นทั้งหมดออกมาขายพร้อมกัน โดยกำหนดให้
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ ปรากฏการณ์ที่เจ้าหนี้บางส่วนขายทำกำไรหรือปรับพอร์ตการลงทุนหลังจากถือครองมาครบ 1 ปีตามเกณฑ์ ทำให้มีหุ้นจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดนั่นเอง
นักเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า ปรากฏการณ์ราคาหุ้นที่ร่วงแรงในช่วงเช้า มองว่าเป็นแรงขายที่ออกมามาจากกลุ่มเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นเดิมบางส่วน แต่การที่ราคาดีดกลับจาก 5.25 บาท ขึ้นมายืนเหนือ 6 บาทได้ แสดงให้เห็นว่าในแง่ของมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ระดับราคาดังกล่าวเริ่มจูงใจนักลงทุน
ประเด็นบวกที่น่าสนใจคือเรื่อง “เงินปันผล” หากการบินไทยสามารถประกาศจ่ายปันผลได้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมา จะยิ่งทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลกลับเข้ามาเก็บหุ้นได้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเตือนให้ระมัดระวังผลกระทบในระยะถัดไป เพราะรอบนี้เป็นการปลดล็อกเพียงแค่ 25% เท่านั้น และช่วงเดือนสิงหาคมที่จะมีหุ้นอีก 75% เข้ามา
แต่ในระหว่างนี้ หากการบินไทยสามารถทำผลประกอบการที่แข็งแกร่ง พร้อมความคืบหน้าโครงการต่างๆ ตามแผนการดำเนินงาน เช่น การขยายศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือความชัดเจนในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อรองรับดีมานด์การท่องเที่ยว ก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ชะลอแรงขาย และจำกัด Downside ของราคาหุ้นได้
นอกจากนี้ มองว่าเป็นเพียง "ความผันผวนระยะสั้น" เท่านั้น ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำให้ทยอยสะสมในจังหวะที่ราคาย่อตัว เพื่อคาดหวังผลตอบแทนจากปันผล ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้รอให้แรงขายสะเด็ดน้ำ หรือรอสัญญาณราคาเริ่มสร้างฐานได้นิ่งเสียก่อน จึงค่อยพิจารณาเข้าลงทุน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้