
หลายคนอาจมองว่า TFEX คือสนามของ “สายเก็งกำไร” แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมืออนุพันธ์อาจเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการ “บริหารความเสี่ยง” ในยุคที่ตลาดการเงินผันผวนหนักขึ้นทุกวัน เพราะการลงทุนที่ดี ไม่ได้มีแค่การมองหากำไร แต่ต้องรู้จักปกป้องพอร์ตในวันที่ตลาดไม่เป็นใจด้วยเช่นกัน
จาก Futures ที่ช่วยล็อกราคาล่วงหน้า ไปจนถึง Options ที่เปรียบเหมือนการซื้อประกันพอร์ตลงทุน วันนี้ TFEX กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ใช้เงินเริ่มต้นลงทุนไม่มาก
ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX เปิดเผยว่า ตลาด TFEX เป็นเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาสในการลงทุนได้ โดยเครื่องมืออนุพันธ์เหล่านี้ สามารถนำมาใช้งานในชีวิตประจำวัน และร่วมใช้ในการลงทุนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ในความเป็นจริงแล้ว TFEX ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด และยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนที่เริ่มต้นได้ง่ายและใช้เงินน้อยลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือนักลงทุนจะต้องมีความเข้าใจในการใช้เครื่องมือแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง
ผลิตภัณฑ์ในตลาด TFEX ของไทยในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 แกนหลัก เพื่อให้นักลงทุนมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและสามารถเลือกใช้ได้ตามเป้าหมายของตนเอง ประกอบไปด้วย
โดยนักลงทุนสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของตนเองได้ ซึ่งรูปแบบของสัญญา แบ่งเป็น
เมื่อถามว่าเครื่องมือเหล่านี้ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สัญญาอนุพันธ์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือเก็งกำไร” เท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้บริหารความเสี่ยงได้ในทุกสภาวะตลาด
ส่วนการเลือกเครื่องมือการลงทุนแบบใดนั้น ตรีวิทย์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุน ความคุ้นเคย และโจทย์ความต้องการของนักลงทุนแต่ละบุคคลเป็นหลัก โดยไม่ได้จำกัดว่าเครื่องมือใดจะเหมาะกับนักลงทุนประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถนำเครื่องมือเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด
“การจะทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้นั้น จะต้องดำเนินไปควบคู่กับการป้องกันความเสี่ยง เพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่ไม่ให้สูญเสียไปด้วย ซึ่งถือเป็นหลักพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุน” ตรีวิทย์ กล่าว
TFEX ถือเป็นอีกสนามลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ด้วย
เช่น หากคุณถือพอร์ตกองทุนรวม SET50 อยู่ และกังวลว่าตลาดจะปรับตัวลง คุณสามารถใช้ Futures สมาช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ โดยการเปิดสถานะ Short ทำให้เมื่อดัชนีร่วงลง กำไรที่ได้จากการทำ Short ฟิวเจอร์สจะสามารถนำมาชดเชยมูลค่ากองทุนรวมที่ลดลงไปได้
อย่างไรก็ตาม TFEX คือการลงทุนผ่าน “สัญญา” ที่อ้างอิงกับสินทรัพย์จริง ทำให้ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินเต็มมูลค่าเหมือนการซื้อหุ้นทั่วไป แต่ใช้เพียง “เงินวางหลักประกันขั้นต้น” หรือ Initial Margin ในการเปิดสถานะซื้อขาย
สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานก่อนลงสนามจริง คือ TFEX มีเรื่องของ “Leverage” หรืออัตราทดเข้ามาเกี่ยวข้อง หมายความว่า ผู้ลงทุนสามารถควบคุมมูลค่าสัญญาที่ใหญ่กว่าเงินลงทุนจริงหลายเท่า
ตัวอย่างเช่น สัญญา Futures อาจมีมูลค่าสัญญาหลายแสนบาท แต่ใช้เงินวางหลักประกันเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นบาทเท่านั้น ทำให้หากราคาสินทรัพย์อ้างอิงเคลื่อนไหวถูกทาง ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากตลาดเคลื่อนไหวผิดทาง การขาดทุนก็จะเกิดขึ้นเร็วและรุนแรงเช่นกัน
อีกเรื่องสำคัญ คือ “เงินประกันขั้นต่ำ” (Maintenance Margin) ซึ่งเป็นระดับเงินคงเหลือขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ในบัญชีซื้อขาย หากมูลค่าพอร์ตลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โบรกเกอร์จะส่ง Margin Call เพื่อให้นักลงทุนนำเงินมาวางเพิ่ม จนกลับไปสู่ระดับ Initial Margin ตามเดิม
หากไม่เติมเงินภายในเวลาที่กำหนด อาจถูกบังคับปิดสถานะ (Force Close) ได้ทันที ดังนั้น แม้ TFEX จะใช้เงินเริ่มต้นไม่สูง แต่ก็ต้องมีวินัยในการบริหารเงินทุนและติดตามพอร์ตอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น ก่อนเริ่มลงทุนใน TFEX สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การมองหาโอกาสทำกำไร แต่ต้องเข้าใจโครงสร้างของสัญญา มูลค่าที่แท้จริงของการลงทุน และมีแผนบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนเสมอ
ตรีวิทย์ เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) ได้เปิดทำการมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนักลงทุนให้ความสนใจเข้ามาซื้อขายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 พบว่ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 557,002 สัญญาต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 34% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนสัญญาที่หมุนเวียนในระบบที่มากขึ้น
สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นกลุ่มหุ้น ได้แก่ SET50 Futures & Options และ Stock Futures รายตัว ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 74% ในขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่ม Non-Equity อย่าง ทองคำ แร่เงิน ค่าเงิน ก็มีแนวโน้มการซื้อขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเอาสินค้าอ้างอิงใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ก็เตรียมที่จะสร้างความน่าสนใจอีกครั้งด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Mini Gold Online Futures
สำหรับสินทรัพย์ยอดฮิตอย่างทองคำ ปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็น 11% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งวัน และจำนวนสัญญาก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จึงอยากให้นักลงทุนมีทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น
โดยเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ "Mini Gold Online Futures" (ชื่อย่อสัญญา MGO) ในวันที่ 25 พ.ค. นี้ ซึ่งออกแบบมาให้ใช้เงินน้อยลง เป็นการเทรดทองออนไลน์รูปแบบใหม่ไซซ์เล็กที่ถูกกฎหมาย เทรดได้คล่องตัว ทำกำไรได้ทั้งทองขาขึ้นและขาลง
โดยย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงเหลือเพียง 1 ทรอยออนซ์ (หรือประมาณ 2 บาททองคำไทย) ต่อหนึ่งสัญญา นักลงทุนจะใช้เงินวางหลักประกันเพียงแค่ 10-15% หรือใช้เงินเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาทเท่านั้น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการวางเงินน้อยและเข้าถึงได้ง่าย
จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างคือ สัญญานี้มีตัวคูณราคาอยู่ที่ 30 เท่าของราคาซื้อขาย หมายความว่าทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไป จะมีค่าเท่ากับกำไรหรือขาดทุนที่ 30 บาท ทำให้นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และชำระราคาเป็นเงินสด (Cash Settlement) โดยไม่มีการส่งมอบทองคำจริง
อย่างไรก็ดี แม้ว่า Mini Gold Online Futures จะใช้เงินน้อยลงและช่วยให้การเข้าถึงทองคำง่ายขึ้น แต่นักลงทุนก็ยังคงต้องระมัดระวังเรื่อง Leverage อย่างสม่ำเสมอ โดยควรใช้ความเข้าใจเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสทำกำไร หรือใช้เพื่อป้องกันความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้อย่างยั่งยืน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้