
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ประกาศกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 49,565 ล้านบาท ถือว่าลดลงเพียงเล็กน้อย 0.08% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนภาพการปรับตัวที่น่าสนใจ เมื่อรายได้หลักจากดอกเบี้ยชะลอตัวลงกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากนโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อประคองสภาพคล่องลูกค้า
แต่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งพุ่งขึ้นถึง 14.75% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจประกันภัยและธุรกิจบริการบริหารความมั่งคั่ง ที่ทำผลงานได้โดดเด่น แม้ในยามที่ทิศทางดอกเบี้ยไม่เป็นใจ
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ในปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจํานวน 49,565 ล้านบาท ลดลง 0.08% โดยกําไรจากการดําเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจํานวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจํานวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจํานวน 137,152 ล้านบาท ลดลงจํานวน 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย
รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิด รายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23%
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจํานวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักเกิดจาก
1) ผลการดําเนินงานการบริการประกันภัยที่เติบโตขึ้น
2) รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโต ส่วนใหญ่จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนําเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยรวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน
3) กําไรสุทธิจาก เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ และรายได้จากการลงทุนด้วยนโยบายการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับภาวะตลาด
สําหรับค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงานอื่น ๆ มีจํานวน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จํานวน 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคง ให้ความสําคัญในการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงาน (Productivity) สําหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงาน อื่น ๆ ต่อรายได้จากการดําเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56%
นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณา ตั้งสํารองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss : ECL) จํานวน 40,312 ล้านบาท ลดลงจํานวน 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นสํารองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสํารองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
กําไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 4 ปี 2568 จึงมีจํานวน 10,278 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจํานวน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%
โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จํานวน 24,825 ล้านบาท ลดลงจํานวน 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงานอื่น ๆ มีจํานวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ซึ่งเป็นตามฤดูกาลของการใช้จ่าย ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสํารองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลัก ความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจํานวน 10,265 ล้านบาท
ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้สํารองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสมรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตยังคงเผชิญความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจํานวน 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิซึ่งเป็นการลงทุน ตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อย เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสมและยังคงให้ความสําคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ ระดับ 3.20% ซึ่งยังคงต้องดําเนินการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 162.75% สําหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.35%
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้