“วิกรม กรมดิษฐ์” มองความตึงเครียดตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แต่ไทยอาจพลิกวิกฤติเป็นโอกาสดึงทุนต่างชาติ เผย AMATA เดินหน้าลงทุน 1 หมื่นล้านปี 2569 ขยายนิคมในไทย เวียดนาม และลาว
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามจนกระทบเสถียรภาพด้านพลังงานและการค้าโลก อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของภาคธุรกิจ วิกฤติที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังซ่อนโอกาสใหม่ไว้ด้วย
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA มองว่า ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว อาจเปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากพื้นที่ความขัดแย้งที่มองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย
ขณะที่บริษัทยังเดินหน้าแผนธุรกิจตามเป้าเดิม พร้อมเตรียมงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมในไทย เวียดนาม และลาว รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค
สงครามตะวันเพิ่มความเสี่ยงโลก แต่วิกฤติอาจเป็นโอกาส
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ประเมินว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางนั้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักอย่างประเทศไทย
"ประเทศไทยนั้นไม่น่าที่จะได้รับผลกระทบในเรื่องของการสู้รบกัน เพราะเราอยู่ห่าง แต่เศรษฐกิจไทยเรานำเข้าน้ำมันกว่าร้อยละ 90 หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็จะสูงตาม ในขณะที่การลงทุนเราไม่เยอะ เศรษฐกิจไทยก็อาจจะแย่ได้”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบในตะวันออกกลาง ยังคงมีโอกาสทางธุรกิจซ่อนอยู่ เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนหรือเศรษฐีในพื้นที่ความขัดแย้งอาจกำลังมองหาแหล่งพักพิงและการลงทุนใหม่ที่ปลอดภัย
ซึ่งหากประเทศไทยมีนโยบายเชิงรุกที่ดึงดูดเม็ดเงินเหล่านี้ และประกาศให้สิทธิประโยชน์แบบเฉพาะกิจ ก็จะสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนกลุ่มใหม่เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล
ทั้งนี้ AMATA ยังคงยืนยันเดินหน้าเป้าหมายการขายที่ดินตามแผนเดิม โดยประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้และยังไม่มีการชะลอการตัดสินใจลงทุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวแต่อย่างใด
สำหรับภาพรวมของการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมนั้น เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะท้อนให้เห็นถึงการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์
โดยภูมิภาคอาเซียนกำลังได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ ปัจจุบันลูกค้าใหม่ของอมตะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากว่าร้อยละ 70 เป็นกลุ่มนักลงทุนที่มาจากประเทศจีนหรือเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ในจีนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาสงครามการค้าและการมุ่งเน้นการส่งออก
แนะรัฐเร่งยกระดับสิทธิประโยชน์การลงทุน
วิกรม ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีรูปแบบการทำงานเชิงรุก มีความยืดหยุ่นและมีแนวคิดคล้ายนักธุรกิจ ซึ่งรู้จักการจัดวางบุคลากรที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารงานในแต่ละสายงานถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการขับเคลื่อนประเทศ
ประเทศไทยเองมีจุดแข็งที่โดดเด่นทั้งในด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลาง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาค ปราศจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงเช่นพายุไต้ฝุ่นหรือแผ่นดินไหว และมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงรอยยิ้มที่ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาอยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาคือนโยบายที่ดึงดูดนักลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อเทียบกับเวียดนาม สิงคโปร์ หรือดูไบ หากรัฐบาลสามารถปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้มีความจูงใจและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศได้อย่างแน่นอน
เปิดแผนธุรกิจ AMATA ปี 2569
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 อมตะได้เตรียมงบลงทุนไว้กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินรวมที่ 2,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน
ได้แก่ ประเทศไทยจำนวน 1,650 ไร่ ซึ่งจะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประเทศเวียดนามจำนวน 550 ไร่ เพื่อรองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจำนวน 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา "Industrial City" หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ภายใต้ปรัชญา "All Win" ที่ไม่ได้มองเพียงการขายหรือให้เช่าพื้นที่โรงงาน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา พลังงานสะอาด ที่อยู่อาศัย โรงแรม และมีศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่โรงงานแบบครบวงจร
ปัจจุบันโครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์สำคัญของอมตะคือการไม่นำไข่ไปใส่ในตะกร้าใบเดียว แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงและขยายฐานรายได้สู่ประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการมุ่งสู่โครงการระดับเมกะโปรเจกต์และกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ด้วย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


