
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 พ.ย.66 ปิดที่ 1,411.77 จุด เพิ่มขึ้น 3.47จุด มีมูลค่าซื้อขาย 38,034.24 ล้านบาท
“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนผลสำรวจเดือน ต.ค.66 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 76.87 ปรับลง 31.5% จากเดือนก่อนหน้าลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา”
นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุดตามด้วยความคาดหวังการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากสุด คือความขัดแย้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ตามด้วยการไหลออกของเงินทุน และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
โฟกัสผลสำรวจนักลงทุนรายกลุ่มพบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวลดลงทั้งหมด โดยกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับลด 45.3% กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 34.0% กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 31.6% และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 16.7%
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
ทิศทางตลาดหุ้นหลังจากนี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตามคือความขัดแย้งอิสราเอลซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองและน้ำมัน นโยบายการเงินของ FED ที่อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงอีกระยะหลังภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯยังแข็งแกร่ง อีกทั้งทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนของรัฐบาลจีน
ส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม คือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/66 ความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่ายของรัฐบาลทั้งมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และโครงการ digital wallet 10,000 บาท ที่อาจล่าช้าไปถึง ก.ย.67 ซึ่งจะส่งผลต่อประมาณการ GDP ปีหน้า อัตราหนี้ครัวเรือนที่อยู่ที่ระดับ 90.7% และหนี้สาธารณะที่สูงมากในระดับ 61.7% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของประเทศ
แต่ยังมีปัจจัยบวกที่น่าจับตามองจากแนวโน้มการขยายตัวของภาคท่องเที่ยวไตรมาสสุดท้ายของปี หลังรัฐบาลประกาศเพิ่มฟรีวีซ่าให้รัสเซีย อินเดีย และไต้หวัน หลังประกาศฟรีวีซ่าจีนและคาซัคสถานเมื่อเดือนก่อน!!
อินเด็กซ์51