
ตลาดหลักทรัพย์ฯ และธนาคารกรุงไทย DRx อ้างอิงหุ้น Apple, Tesla พร้อมซื้อขาย 29 ก.ย. 65
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 65 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยพยายามตอบโจทย์การลงทุนของผู้ลงทุนทุกกลุ่มในทุกมิติ
โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดเปิดตัว Fractional Depositary Receipt หรือเรียกสั้น ๆ ว่า DRx ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนของผู้ลงทุนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเข้าถึงหุ้นชั้นนำในระดับโลกด้วยการลงทุนในจำนวนเงินที่ไม่มาก
สำหรับ DRx เป็นตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ DR (Depositary Receipt) ประเภทหนึ่งที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรง แต่มีจุดเด่นที่ผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยไม่จำเป็นต้องครบ 1 หน่วย DRx (เริ่มต้นที่ 0.0001 หน่วย) หรือซื้อขายเป็นจำนวนเงินบาท
อีกทั้ง DRx ยังเปิดซื้อขายตามเวลาทำการของหลักทรัพย์อ้างอิงในตลาดต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์อ้างอิงและปรับการลงทุนได้ทันสถานการณ์ สำหรับ 2 DRx ที่จะทำการซื้อขายครั้งแรกนี้
ได้แก่ AAPL80X ที่อ้างอิงบริษัท แอปเปิล อิงค์ และ TSLA80X ที่อ้างอิงบริษัท เทสลา อิงค์ ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ประเทศสหรัฐอเมริกา ออกโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยทั้ง 2 DRx นี้จะเริ่มเปิดการซื้อขายในวันที่ 29 ก.ย. 65 เวลา 20.00-04.00 น. ของวันถัดไป
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศ เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งการออมและการลงทุนครบวงจร การออกและเสนอขาย DRx อ้างอิงหุ้นบริษัทชั้นนำของโลก
ได้แก่ บริษัท แอปเปิล อิงค์ (Apple Inc) และบริษัท เทสลา อิงค์ (Tesla Inc) ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แนสแด็ก (NASDAQ) มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีโอกาสเติบโตสูง และเป็นที่คุ้นเคยของผู้ลงทุนไทย โดยเสนอขายให้กับนักลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพร้อมกัน 2 หลักทรัพย์ คือ AAPL80X (Apple DRx) และ TSLA80X (Tesla DRx)
ทั้งนี้ Apple เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น Mac, iPhone, Apple Watch และ iPad มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งจากความสามารถในการสร้าง ecosystem ของตัวเอง ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานง่าย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ จึงขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ต่อเนื่อง และสามารถครองใจลูกค้าได้ยาวนาน
ขณะที่ Tesla เป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ที่สุดของโลก มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้การส่งมอบรถยนต์ทันต่อความต้องการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสร้างอัตรากำไรได้สูงถึง 25.3% ในปี 2564 และ 27.2% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 และมีเป้าหมายทะยานสู่ความยั่งยืนของโลกยุคใหม่