
เปิดแผน MINT ปี 2569 เร่งศึกษาแผนส่ง Minor Food เข้า IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง แต่ปีนี้มีปั้นกอง REIT มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าจดทะเบียนสิงคโปร์ เพื่อระดมทุนลดหนี้และเข้าถึงฐานนักลงทุนระดับสากล
ตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงมาหลายปี บริษัทที่เข้าการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ช่วงที่ผ่านมาหลายตัวก็ติดลบหนักตั้งแต่วันแรก ไหนจะขั้นตอนการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนฯ จะซับซ้อนและยุ่งยากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ล่าสุดเลยมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า บริษัทไทยหันไป IPO ในประเทศอื่นกันแล้ว! และยังมีชื่อของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เข้าไปเกี่ยวข้องอีกด้วย
ล่าสุด ดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท (Group CEO) MINT กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ตอนนี้บริษัทมีแผนจะนำบริษัทในเครือไป IPO ในต่างประเทศ มีทั้งอยู่ระหว่างการศึกษา และจะเดินหน้าภายในปี 2569 นี้ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. ปั้นกอง REIT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์
นับจากช่วงก่อนโควิด-19 เรามองหาการ Asset Recycling (การบริหารจัดการสินทรัพย์) มาต่อเนื่อง โดยใช้เวลาศึกษากว่า 9 เดือนเพื่อค้นหาว่า “อะไร” จะสร้างประสิทธิภาพสูงสุด และพบว่า กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทั้งในมุมมูลค่าและ IRR ที่จะส่งผลดีต่อนักลงทุน
ดังนั้น คาดว่าภายในปี 2569 ทางบริษัทฯ จะนำโรงแรม 14 แห่ง ทั้งในยุโรป (12 แห่ง) และไทย (2 แห่ง) เข้าพอร์ต REIT แล้วแบ่งขายให้นักลงทุน ซึ่งการระดมทุนส่วนนี้จะนำมาลดหนี้ซึ่งจะส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ดีขึ้น เบื้องต้นคาดว่ามูลค่าในกอง REIT นี้จะอยู่ราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คาดว่าจะได้สัก 500-600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้ามาที่บริษัทแม่) โดย MINT จะเข้าไปถือครองในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ตอนนี้อยู่ระหว่างการวางโครงสร้าง
"ตลาด REIT ในไทยยังไม่ง่ายสำหรับนักลงทุนทั่วโลก แต่สิงคโปร์เป็นตัวเลือกที่ง่ายกว่า รวมถึงในอนาคตสามารถเพิ่มขนาดกองฯ ได้โดยไม่ต้องมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น" ดิลิป กล่าว
2. ศึกษาการนำ Minor Food ไป IPO ในฮ่องกง
ไมเนอร์ ฟู้ด (Minor Food) ปัจจุบันมีแบรนด์ร้านอาหารมากกว่า 80 แบรนด์ เช่น Sizzler, Pizza Company, Bonchon, Burger King, Dairy Queen และอื่นๆ โดยบริษัทฯ กำลังศึกษาแนวทางการนำไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง
สาเหตุหลักเพราะมองว่าตลาดฮ่องกงใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับไทย และมองว่า Minor Food มีการเติบโตและแผนงานที่ชัดเจน เชื่อว่าจะดึงดูดนักลงทุนได้ดี ตอนนี้กำลังวางแผนทั้งแง่มูลค่า โครงสร้าง และอื่นๆ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี 69 นี้
ทั้งนี้ แผนงานของ Minor Food ภายในปี 2569 จะเน้น 3 เสาหลัก คือ
1) การคิดค้นอะไรใหม่ๆ เช่น ทำเลที่ตั้งและรูปแบบตัวร้าน, ประเภทอาหาร, เมนู ฯลฯ
2) ขยายงานให้เร็วขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร ที่ผ่านมามีการขยายแบรนด์ในเครือไปหลายประเทศ เช่น แบรนด์ติ่มซำในสิงคโปร์, อินโดนีเซีย ใช้แบรนด์ GAGA, Dairy Queen เข้าไปทำตลาด และยังขยายสู่อินเดีย ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
3) Transform Digital เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้าและการบริการให้ดีขึ้น
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจของ MINT มองว่าความท้าทายของหลักยังคงเป็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่า สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งการท่องเที่ยวที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริษัทไทยมีการแข่งขันสูงในตลาด ค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น ไปจนถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่เชื่อว่า MINT สามารถบริหารจัดการได้
ปี 2569 ยังตั้งเป้าหมาย Net Profit Growth เฉลี่ยปีละ 15-20% จากที่ปี 2568 Net Profit Growth อยู่ที่ 16% ในปีนี้จะเดินหน้าขยายทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร โดยงบลงทุน (Capex) ปีนี้อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ราว 65% การบริหารจัดการและพัฒนาโรงแรม ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney