“นฤตม์” แม่ทัพบีโอไอ ปีที่ 5 กับโจทย์ที่ท้าทายในวิกฤตโลกผันผวน

Experts pool

Columnist

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร

Tag

“นฤตม์” แม่ทัพบีโอไอ ปีที่ 5 กับโจทย์ที่ท้าทายในวิกฤตโลกผันผวน

Date Time: 11 ก.ย. 2569 17:30 น.

Video

แบกทั้งบ้านจนไม่เหลือเก็บ! แก้ยังไงดี? โอมศิริ x ราเมษฐ์ KKP | Money Issue EP.71

Summary

ครม.มีมติขยายอายุการทำงาน "นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่ครบกำหนด 4 ปี ในสิ้นเดือน ก.ย. นี้

4 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของ "นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถือได้ว่ามีการทำงานที่ครบรส ทั้งการกระตุ้น การดึงดูด การเติมเต็มสิทธิประโยชน์เพื่อดึงการลงทุน จากทัพนักลงทุนจากทั่วโลกได้อย่างมีมิติและลงตัว ผลงานอันเอกอุ ดังกล่าว ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายอายุการทำงานของนฤตม์ ต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่ครบกำหนด 4 ปีในสิ้นเดือน ก.ย. นี้

ล่าสุด นฤตม์ ได้กล่าวเปิดใจว่า การทำหน้าที่ในปีที่ 5 ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ภูมิภาคอาเซียน กลายเป็น Bright Spot สำหรับการลงทุนของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่บนรอยต่อของ “โอกาส” และ “ความท้าทาย” เราต้องเป็นทั้ง “ผู้เลือก (โครงการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ต่อประเทศ)” และ “ผู้ถูกเลือก (จากนักลงทุนเป้าหมาย)”

ในเวลาเดียวกัน เพราะนักลงทุนมีทางเลือกว่า จะไปปักหมุดที่ประเทศใด ทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็เข้มข้นขึ้นอย่างมาก โจทย์ของประเทศไทย จึงไม่ใช่การรอรับการลงทุนที่จะเข้ามา แต่ต้องรุกออกไปคว้าโอกาสนี้ให้ได้ รวมทั้งต้องเร่งสร้างความพร้อมของปัจจัยต่างๆ ในประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักที่นักลงทุนเลือกเป็นฐานธุรกิจในระยะยาว

วางกรอบทำงาน "รุก ลึก เร็ว" 

ดังนั้น บีโอไอในปีที่ 5 ภายใต้นฤตม์ ได้สิทธิถือธงนำทัพ จึงวางกรอบการทำงานในช่วง 1 ปีจากนี้ไว้ 3 เรื่อง คือ “รุก ลึก เร็ว” 

โดยเรื่องแรกเขาระบุว่า จะใช้มาตรการ “รุก” เพราะเราจะต้องรุกทั้งในเชิงนโยบายและการดึงดูดการลงทุน โดยมุ่งไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หรือ New Growth Engine ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสนามที่ทุกประเทศกำลังแข่งขันกัน ดังนั้น ประเทศไทยต้องมีทั้งยุทธศาสตร์ที่ชัด เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และการทำงานเชิงรุกกับนักลงทุนเป้าหมาย ข้อดีของบีโอไอคือ เราทำงานเชื่อมโยงกับกลไกนโยบายระดับชาติหลายชุด เช่น บอร์ดรถยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ บอร์ดการพัฒนาการลงทุนใหม่ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จึงทำให้สามารถเชื่อมประเด็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน บุคลากร ภาษี และกฎระเบียบต่างๆ เข้าด้วยกันได้ ไม่ใช่มองการส่งเสริมการลงทุนแบบแยกส่วน

อีกทั้งจะมีการจัดทำโรดแมปสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ควบคู่กับการเดินหน้าโรดโชว์ของทีมไทยแลนด์ และเครือข่ายสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศ 18 แห่งทั่วโลก

อีกด้านหนึ่งคือ การปรับเครื่องมือส่งเสริมการลงทุน ให้ทันกับกติกาโลก หลังการบังคับใช้กติกาภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ทำให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเดิมอาจได้ผลลดลงสำหรับบริษัทข้ามชาติบางกลุ่ม บีโอไอและกระทรวงการคลังจึงกำลังผลักดันเครื่องมือใหม่ ที่เรียกว่าเครดิตภาษี หรือ Qualified Refundable Tax Credit หรือ QRTC เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์เดิม โดยเปิดโอกาสให้บริษัทนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายสำคัญ เช่น การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต มาใช้คำนวณเป็นเครดิตภาษี และนำไปชำระภาษีแทนเงินสดได้

เขาย้ำอีกว่า จากนี้ไป เราจะใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะการดึง Anchor Investor ในอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการสร้างฐานให้แข็งแรง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ แบตเตอรี่ระดับเซลล์ หรือวัสดุที่เป็น Advanced Materials เพราะนักลงทุนรายใหญ่เหล่านี้จะช่วยดึงซัพพลายเออร์ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงตามเข้ามา

เพราะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำให้การลงทุนหยั่งรากลึกในประเทศไทย

สำหรับ เรื่องที่สองคือมาตรการ “ลึก” เพราะการดึงนักลงทุนเข้ามาอย่างเดียว ไม่เพียงพอ เราต้องทำให้การลงทุนนั้นหยั่งรากลึกอยู่ในประเทศไทย และสร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย ในระยะยาว ซึ่งมีระบบนิเวศ 3 ด้านสำคัญ 

หนึ่งคือ ซัพพลายเชน ประสบการณ์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีซัพพลายเชนตั้งแต่ Tier 1 – 3 ที่แข็งแรง นักลงทุนจะยึดโยงกับประเทศนั้น ๆ ในระยะยาวและจะพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก เพราะระบบนิเวศเหล่านี้ โจทย์ของเราจึงต้องต่อยอดฐานเดิมของไทย ที่ใช้เวลาพัฒนามาหลายสิบปี ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอากาศยาน และหุ่นยนต์ Humanoid เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์สูงสุด

สองคือ กำลังคน ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ มีการจ้างงานคนไทยรวมกันเกือบ 2 ล้านคน นี่เป็นฐานที่มีคุณค่ามาก แต่เราต้องเร่ง Upskill และ Reskill เพื่อให้คนไทยสามารถก้าวไปสู่งานที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น รวมทั้งร่วมกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่โดยตรง เช่น วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมโฟโตนิกส์ วิศวกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และวิศวกรรมอากาศยาน ถ้าเราสามารถสร้างคนกลุ่มนี้ได้เร็ว ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์จากคลื่นการลงทุนที่เข้ามาได้มากขึ้น

สามคือ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เราอยากเห็นประเทศไทย ไม่ใช่เป็นเพียงฐานการผลิต แต่เป็นฐานของการออกแบบ วิจัยและพัฒนา ซึ่งจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย ดังเช่นที่หลายบริษัททั้งไทยและต่างชาติทำอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ ฯลฯ

ตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่างการเยือนนิวซีแลนด์ของนายกรัฐมนตรี บริษัท Skyline นำเสนอว่าได้ใช้วิศวกรไทยร่วมวิจัยและพัฒนาเครื่องเล่น Luge รูปแบบใหม่สำหรับตลาดโลก หรือบริษัท T&G มีความสนใจที่จะมาทำวิจัยในประเทศไทยเพื่อยืดอายุผลไม้เมืองร้อนโดยไม่ใช้สารเคมี สิ่งเหล่านี้คือการยกระดับคุณภาพของการลงทุน และเป็นสิ่งที่จะทำให้ความรู้และเทคโนโลยีอยู่กับประเทศไทย

ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงจำนวนคำขอ หรือ มูลค่าเงินลงทุนอย่างเดียว

ขณะที่ เรื่องที่สามคือมาตรการ “เร็ว” เพราะวันนี้ความเร็วหรือ Speed กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน เมื่อก่อนการสร้างโรงงานและเริ่มผลิตอาจใช้เวลาปีครึ่งถึงสองปี แต่ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากตั้งเป้าให้โรงงานเริ่มผลิตได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ภาครัฐจึงต้องปรับตัวให้เร็วขึ้นเช่นกัน เพราะ “ความสะดวกรวดเร็ว หรือ Ease of Doing Business” เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักลงทุน

ดังนั้น Thailand FastPass จึงเป็นกลไกสำคัญที่บีโอไอบูรณาการหน่วยงานรัฐ 8 แห่ง เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติและอนุญาตสำหรับโครงการลงทุนที่มีความสำคัญ โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาดำเนินการลง 20–50% ปัจจุบันมีโครงการเข้าสู่ระบบแล้ว 25 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 220,000 ล้านบาท ในระยะต่อไป เราจะขยายไปสู่ใบอนุญาตเฉพาะด้านและโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มเติม และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตแบบถาวรต่อไป

ที่สำคัญ เป้าหมายของบีโอไอ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคำขอหรือมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่อยากเห็นคือ การลงทุนเหล่านี้นำไปสู่การสร้างงานที่ดี สร้างบุคลากรทักษะสูง สร้างผู้ประกอบการไทยที่แข็งแกร่ง สร้างเทคโนโลยีใหม่ในประเทศ และทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มองเห็นว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกำลังเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และพวกเขามีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตนั้น

คลื่นเงินลงทุนเทคโนโลยีไหลเข้าไทย

นฤตม์ ยังได้ฉายภาพ แนวโน้มยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนบีโอไอปีนี้ โดยระบุว่า ภาพรวมการลงทุนของไทยในปี 2569 ยังคงมีทิศทางขยายตัวได้ดี แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ในช่วงครึ่งแรกของปี มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท ที่น่าสนใจคือการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่า 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% โดยแหล่งเงินลงทุนสำคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

สำหรับการสร้างประโยชน์ของโครงการลงทุนเหล่านี้ โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะสร้างงานให้คนไทย 82,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออก 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี

“สิ่งที่บีโอไอจะให้ความสำคัญมากขึ้นในปีนี้ คือไม่ดูเฉพาะตัวเลขคำขอ แต่ต้องติดตามว่าเม็ดเงินเหล่านั้นเกิดเป็นการลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด ครึ่งแรกของปีนี้ มีเงินลงทุนจริงเกิดขึ้น 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่มีเงินลงทุนจริงกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% แสดงให้เห็นว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมกำลังทยอยก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเดินหน้าธุรกิจจริง โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ AI ตั้งแต่การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ PCB อุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางแสง (Optical Transceiver), AI Server, ระบบทำความเย็น, ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีเงินลงทุนจริง 127,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าคลื่นการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่กำลังเข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

“ผมประเมินว่าใน 6 เดือนหลังของปีนี้ คิดว่าโมเมนตัมการลงทุน จะเริ่มกระจายกว้างขึ้น ไม่ได้อยู่เฉพาะกลุ่มดิจิทัล ตัวอย่างเช่น ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา บีโอไอได้อนุมัติโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากในหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งการแปรรูปอาหาร การผลิตอาหารสัตว์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งทางเรือ ทางอากาศและศูนย์กระจายสินค้า เป็นต้น”

ขณะเดียวกัน ในช่วงต่อไป เชื่อว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ Humanoid จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีฐานแข็งแรง ทั้งยานยนต์ อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานสะอาด และธุรกิจโลจิสติกส์ ก็จะยังเป็นส่วนสำคัญของการลงทุน

เขาย้ำทิ้งท้ายว่า จุดแข็งหรือเสน่ห์ของไทย ในสายตาของนักลงทุนมีหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ฐานซัพพลายเชนที่แข็งแรง ศักยภาพของตลาดในประเทศและการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน มาตรการรัฐที่สนับสนุนการลงทุน รวมถึงจุดยืนที่เป็นกลางของประเทศไทยในภูมิรัฐศาสตร์ 

สิ่งเหล่านี้ทำให้บริษัทระดับโลกจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและมอง ไทยเป็นฐานการลงทุนระยะยาว และ ประเทศไทยต้องเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างในเรื่องที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ปัญหาน้ำและที่ดิน กำลังคน และกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร

เกรียงไกร พันธ์ุเพ็ชร
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ