
บริการฟรีในโลกดิจิทัลมักมีต้นทุนแฝงผ่านการเก็บข้อมูลพฤติกรรมและความสนใจ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจและโฆษณา
ลองนึกดูว่า ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน เราใช้บริการที่เรียกว่า “ฟรี” ไปกี่อย่าง เปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ก Social Media ฟรี ส่งข้อความฟรี ดูคลิปฟรี ใช้อีเมลฟรี ค้นหาข้อมูลฟรี เปิดแผนที่ฟรี หรือไปนั่งร้านกาแฟก็อาจได้ Wi-Fi ฟรีอีกหนึ่งอย่าง
หลายบริการสะดวกจนเราแทบไม่เคยตั้งคำถามว่าบริษัทที่ให้บริการเหล่านี้หาเงินจากไหน เพราะสำหรับผู้บริโภค คำว่า “ฟรี” เข้าใจง่ายมาก ถ้าไม่ได้หยิบกระเป๋าสตางค์ ไม่ได้รูดบัตร และไม่มีเงินถูกหักจากบัญชี เราก็มักรู้สึกว่าไม่ได้เสียอะไร
แต่ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล คำว่า “ฟรี” อาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน เพียงแต่สิ่งที่เราจ่ายอาจไม่ได้อยู่ในรูปเงินบาท เราอาจกำลังจ่ายด้วยเวลา ความสนใจ ข้อมูล พฤติกรรมการใช้งาน หรือความเคยชินที่ทำให้เราอยู่กับบริการหนึ่งนานขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน ชีวิตดิจิทัลอีกด้านหนึ่งก็กำลังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายอีกประเภทที่ดูเล็กมากในแต่ละครั้ง นั่นคือ “ค่ารายเดือน” ตั้งแต่ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่า Streaming ค่าเพลง Cloud Storage โปรแกรมทำงาน แอปออกกำลังกาย ไปจนถึงเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ
ตอนสมัครแต่ละบริการ เรามักคิดว่า “เดือนละร้อยกว่าบาทเอง” แต่ถ้ามีคำว่า “เดือนละร้อยกว่าบาทเอง” อยู่สิบรายการพร้อมกัน ตัวเลขนั้นก็อาจไม่เล็กอย่างที่คิด นี่จึงเป็นความน่าสนใจของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเราอาจกำลังอยู่ในโลกที่ของบางอย่างดูเหมือนไม่มีราคา ขณะที่ของอีกหลายอย่างมีราคาน้อยเสียจนเราแทบไม่รู้สึกว่ากำลังจ่าย แต่เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ต้นทุนของคำว่า “ฟรี” อาจมากกว่าที่คิด
ลองถามคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้า Social Media หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคนและเปิดให้เราใช้งานโดยไม่เก็บค่าบริการ บริษัทเหล่านั้นจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์ พนักงาน เทคโนโลยี และการพัฒนาระบบด้วยเงินจากที่ไหน คำตอบคือ ในหลายกรณี “เรา” อาจไม่ใช่ลูกค้าที่จ่ายเงินโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้ธุรกิจสร้างรายได้ได้
แพลตฟอร์มจำนวนมากสร้างรายได้จากโฆษณา ยิ่งมีคนใช้งานมาก พื้นที่โฆษณาก็ยิ่งมีมูลค่า ยิ่งรู้ว่าผู้ใช้สนใจอะไร โฆษณาก็ยิ่งตรงกลุ่ม และยิ่งเราอยู่ในแพลตฟอร์มนานเท่าไร โอกาสสร้างรายได้ก็ยิ่งมากขึ้น ข้อมูลเล็ก ๆ อย่างเราหยุดดูคลิปอะไรนานเป็นพิเศษ ค้นหาเรื่องอะไร กด Like อะไร เคยซื้อสินค้าอะไร หรือช่วงนี้สนใจเดินทางไปที่ไหน เมื่อรวมกันเป็นพฤติกรรมของผู้ใช้จำนวนมาก ก็กลายเป็นทรัพยากรทางธุรกิจที่มีมูลค่า เพราะช่วยให้บริษัทเข้าใจได้ละเอียดขึ้นว่า “คนกำลังต้องการอะไร”
อีกสิ่งหนึ่งที่เราจ่ายโดยแทบไม่รู้ตัวคือ “เวลา” เราอาจตั้งใจเปิดโทรศัพท์เพื่อดูคลิปเพียงหนึ่งคลิป แต่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งผ่านไปครึ่งชั่วโมง เวลา 30 นาทีนั้นไม่ได้หายไปเฉย ๆ เพราะระหว่างทางเราอาจเห็นโฆษณาหลายชิ้น สร้างข้อมูลพฤติกรรมเพิ่มขึ้น และทำให้ระบบเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรสามารถดึงให้เราอยู่ต่อได้
นี่คือแนวคิดของ Attention Economy หรือเศรษฐกิจที่ความสนใจของมนุษย์กลายเป็นทรัพยากรทางธุรกิจ เพราะทุกคนมีเงินไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันคือหนึ่งวันมีเพียง 24 ชั่วโมง Facebook, YouTube, TikTok, Netflix เกม ข่าวออนไลน์ หรือร้านค้าออนไลน์ จึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งเวลาว่างก้อนเดียวกันของเรา
สำหรับธุรกิจ ความสามารถในการทำให้คน “อยู่นานขึ้นอีกนิด” จึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ฟรี” ถึงทรงพลัง เพราะมันลดอุปสรรคในการตัดสินใจแทบทั้งหมด เราไม่ต้องเปรียบเทียบราคา ไม่ต้องคิดเรื่องความคุ้ม แค่กด Download แล้วลองใช้ จากนั้นโจทย์ของธุรกิจก็คือทำอย่างไรให้เราไม่อยากออกไป
ในอดีต โมเดลธุรกิจส่วนใหญ่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เราอยากได้สินค้า เราจ่ายเงิน แล้วสินค้านั้นก็เป็นของเรา ซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม หนังสืออยู่กับเรา หรือซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์หนึ่งชุดก็สามารถใช้ต่อไปได้ แต่โมเดลธุรกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการ “ขายหนึ่งครั้ง” ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ทางการเงินกับลูกค้าให้นานที่สุด
แทนที่จะจ่าย 5,000 บาทครั้งเดียว อาจกลายเป็นเดือนละ 299 บาท ในความรู้สึกของผู้บริโภค 299 บาทดูตัดสินใจง่ายกว่า 5,000 บาทมาก แต่สำหรับบริษัท หากลูกค้าอยู่ต่อสองปี เงิน 299 บาทอาจกลายเป็นมากกว่า 7,000 บาท และที่สำคัญคือบริษัทมีรายได้เข้ามาทุกเดือน นี่คือเสน่ห์ของธุรกิจแบบ Subscription เพราะช่วยให้บริษัทคาดการณ์รายได้และกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องเริ่มขายใหม่จากศูนย์ทุกต้นเดือน
หนึ่งในกลยุทธ์ที่เชื่อม “ของฟรี” กับ “ค่ารายเดือน” ได้อย่างลงตัวก็คือ Free Trial ทดลองใช้ฟรี 7 วัน ทดลอง Premium ฟรีหนึ่งเดือน หรือให้ใช้เวอร์ชันพื้นฐานฟรีก่อน วันแรกเราอาจคิดว่า “ลองดูก่อนไม่เสียอะไร” แต่หลังจากใช้ไปสักพัก Playlist อยู่ในนั้น รูปอยู่ใน Cloud นั้น ไฟล์งานอยู่ในระบบนั้น ประวัติการดูหรือข้อมูลต่าง ๆ เริ่มสะสมอยู่ในนั้น การย้ายไปหาอีกบริการจึงไม่ได้มีต้นทุนแค่เรื่องเงิน แต่มีต้นทุนเรื่องเวลา ความยุ่งยาก และความรู้สึกว่า “ต้องเริ่มใหม่” ซึ่งในทางธุรกิจเรียกว่า Switching Cost
บางครั้งสิ่งที่ทำให้ลูกค้าอยู่ต่อจึงไม่ใช่เพราะรักแบรนด์มากขึ้นทุกเดือน แต่อาจเป็นเพราะอยู่ต่อสะดวกกว่าการย้ายออก และตรงนี้เองที่ Subscription กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ทรงพลัง เพราะธุรกิจไม่จำเป็นต้องขายสินค้าใหม่ให้เราตลอดเวลา ขอเพียงรักษาเราให้อยู่ในระบบให้นานพอ
ลองเปิด Statement ของตัวเองแล้วนับดูว่า ทุกเดือนมีเงินถูกตัดอัตโนมัติกี่รายการ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่า Streaming ค่าเพลง Cloud Storage โปรแกรมทำงาน แอปแต่งรูป แอปออกกำลังกาย ข่าวออนไลน์ หรือบริการบางตัวที่เราอาจจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสมัครไว้ตั้งแต่เมื่อไร
แต่ละรายการไม่ได้ดูน่ากลัว เพราะมนุษย์มักรู้สึกกับเงินก้อนใหญ่ชัดกว่าเงินก้อนเล็กที่ค่อย ๆ ไหลออก นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจชอบเปลี่ยนราคาใหญ่ให้กลายเป็นราคาต่อวันหรือต่อเดือน เพราะคำว่า “เพียงวันละ 10 บาท” ให้ความรู้สึกต่างจาก “3,650 บาทต่อปี” ทั้งที่เป็นเงินจำนวนเดียวกัน และเมื่อ Subscription หลายรายการรวมกัน ผู้บริโภคก็เริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่า Subscription Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจากค่าบริการรายเดือนที่มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม Subscription ไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพราะในหลายกรณีมันช่วยให้เราเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ และถ้าใช้จริงเป็นประจำก็อาจคุ้มกว่าการซื้อแยกเสียอีก ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราหยุดถามตัวเองว่า “ยังใช้มันอยู่หรือเปล่า” ค่าบริการที่อันตรายที่สุดจึงอาจไม่ใช่ Subscription ที่เราใช้ทุกวัน แต่เป็น Subscription ที่เราลืมไปแล้วว่ามี
และเมื่อมองกว้างออกไป โมเดลนี้กำลังพาเศรษฐกิจจากโลกของ Ownership ไปสู่โลกของ Access เราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเพลง เพราะจ่ายเพื่อฟังเพลงทั้งหมดได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อหนัง เพราะสมัครดูได้ทั้งคลัง ไม่จำเป็นต้องซื้อ Software เพราะเช่าใช้รายเดือน และไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลของตัวเอง เพราะสามารถเช่า Cloud ได้ตลอดเวลา ข้อดีคือชีวิตสะดวกขึ้นมาก แต่คำถามอีกด้านหนึ่งก็คือ หากวันหนึ่งเราหยุดจ่าย เราเหลืออะไรเป็นของตัวเองอยู่จริง ๆ บ้าง
สำหรับผู้บริโภค นี่อาจเป็นเหตุผลที่ควรกลับมาตรวจ “ค่าเช่าชีวิต” ของตัวเองเป็นครั้งคราว เพื่อแยกระหว่างสิ่งที่สร้างคุณค่าจริงกับสิ่งที่ถูกหักเงินเพียงเพราะเราลืมยกเลิก ส่วนสำหรับธุรกิจ บทเรียนสำคัญคือ การสร้างรายได้แบบต่อเนื่องเป็นโมเดลที่น่าสนใจ แต่ธุรกิจที่ยั่งยืนคงไม่สามารถพึ่งเพียงความขี้เกียจของลูกค้าในการกด Cancel ได้ตลอดไป สุดท้ายลูกค้าต้องรู้สึกว่า ทุกเดือนที่เงินถูกหักออกไป เขายังได้รับบางสิ่งที่คุ้มค่ากลับมา
เพราะในโลกที่ทุกบริษัทอยากเข้ามาอยู่ในบัตรเครดิตของเราเดือนละ 99 บาท 199 บาท หรือ 299 บาท การแข่งขันต่อไปอาจไม่ใช่ว่าใครสมัครสมาชิกได้มากที่สุด แต่คือใครสามารถทำให้ลูกค้ายังอยากจ่ายต่อหลังจากความตื่นเต้นในเดือนแรกหมดไปแล้ว
ท้ายที่สุด คำว่า “ฟรี” และ “รายเดือน” อาจเป็นสองคำที่ทรงพลังที่สุดของธุรกิจยุคดิจิทัล คำแรกทำให้เราเข้ามาโดยไม่ต้องคิดมาก ส่วนคำหลังทำให้เราอยู่ต่อโดยไม่รู้สึกว่าจ่ายมาก แต่ในระหว่างนั้น เราอาจกำลังจ่ายด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น ตั้งแต่เวลา ความสนใจ ข้อมูล ความเคยชิน ไปจนถึงเงินจำนวนเล็ก ๆ ที่ไหลออกจากบัญชีอย่างเงียบ ๆ ทุกเดือน ดังนั้น บางทีของที่แพงที่สุดอาจไม่ใช่ของที่ติดป้ายราคาสูงที่สุด แต่อาจเป็นของที่เราไม่เคยถามราคาตั้งแต่แรก เพราะแค่เราคิดว่า “ฟรี” เท่านั้นเอง
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney