
"พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เงินกู้ก้อนแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้เยียวยาค่าครองชีพประชาชน กู้เงินก้อนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.ก.กู้เงิน” ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น สส.เห็นด้วย 285 คะแนน ไม่เห็นด้วย 141 คะแนน
ทำให้รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะขุนพลทีมเศรษฐกิจ ยืดอกยืนตรง ก้าวเดินอย่างมั่นใจ...ในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
ทุกครั้งที่มีการกู้เงิน ย่อมเพิ่มมูลหนี้สาธารณะของประเทศ และ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.87% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไทย (จีดีพี) หรือมูลหนี้ 12.92 ล้านล้านบาท ขณะที่จีดีพี อยู่ที่ 19.33 ล้านล้านบาท
เมื่อประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมด้วยช่วยกัน ตรวจสอบ สแกนรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่ขอใช้ “เงินกู้ 400,000 ล้านบาท” ของรัฐบาลว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้เงินกู้นั้น “คุ้มค่า” หรือไม่!!!!
เริ่มจากการกู้เงินก้อนแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาทนั้น กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ดำเนินการกู้เงินไปแล้วกว่า 140,000 ล้านบาท ใช้สำหรับเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2569 นี้
และคาดว่าการกู้เงินส่วนนี้จะเหลือ 30,000-40,000 ล้านบาท อาจนำมาเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยว หรือแจกเงินคนละ 1,000 บาท ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เฟส 2 และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่ออีก 2-3 เดือน เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2569 หรือช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทย ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ส่วนการกู้เงินก้อนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ มุ่งสู่พลังงานสะอาด เริ่มจากการอุดหนุนให้ประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้าน เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดค่าไฟ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ รวมถึงสนับสนุนให้หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ เปลี่ยนหลังคาอาคารสำนักงาน ให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เพื่อหลังคาในประเทศไทย กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดขนาดใหญ่
เมื่อมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะต้องลงทุนสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทกริด (Smart Grid) เพื่อรองรับการซื้อคืนไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ที่เป็นส่วนเกิน กลับเข้าสู่ระบบได้ จากปัจจุบันระบบสายส่งไฟฟ้า จะเป็นสายส่งทางเดียวรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าสู่บ้านเรือนเท่านั้น
นอกจากนี้ จะเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของระบบขนส่งสาธารณะ จากรถน้ำมัน เป็นรถไฟฟ้า หรือรถอีวี (EV) เพื่อลดต้นทุน ที่อาจนำไปสู่ปรับลดราคาค่าโดยสาร (ตั๋ว) เดินทางของประชาชนได้ และช่วยลดมลพิษจากควันรถได้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการคมนาคม กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อเสนอแผนการใช้เงินกู้ มายังกระทรวงการคลังเป็นการเร่งด่วน
ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ทั้งระบบ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมการใช้รถ EV ผ่านมาตรการอุดหนุนเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเป็นการปรับทั้งระบบ คืนความยุติธรรมให้ค่ายรถยนต์ที่ลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมาหลายสิบปี
ดังนั้น ดร.เอกนิติ จึงให้โจทย์กับกรมสรรพสามิต ไปศึกษาปรับโครงสร้างภาษีรถไฟฟ้า นำประเด็นข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มาประกอบการพิจารณาด้วย แม้ FTA จะช่วยดึงเงินทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในไทย แต่ในมุมการจัดเก็บรายได้ รัฐไม่ได้ประโยชน์ และอาจไม่เป็นธรรมต่อรายเดิม
เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องใช้กลไกภาษีสรรพสามิต มาช่วยดูแล สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยด้วย เช่น หากผลิตในประเทศ ภาษีต่ำ หากนำเข้าภาษีจะสูง ส่วนจะสูงอัตราเท่าใด ยังไม่มีข้อยุติ แต่มีกระแสข่าวว่า อัตราเพดานสูงสุด 30% ตามกำลังเครื่องยนต์และกำลังแบตเตอรี่
ดร.เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ภายในเดือนก.ย.นี้ จะเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน เกี่ยวกับแผนการใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะแต่ละหน่วยงานจะเสนอแผนมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยคณะกรรมการอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะเร่งพิจารณาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามขณะนี้แผนการใช้เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้เงินจำนวนเท่าใด ทั้งการอุดหนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์, การเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะ, การอุดหนุนมาตรการภาษีรถEV เนื่องจากต้องรอแต่ละหน่วยงานเสนอโครงการมายังกระทรวงการคลังพิจารณา คาดว่าภายในเดือน ก.ย.นี้ จะมีความเข้มข้น มีการประชุมอย่างหนักหน่วง เพื่อพิจารณาโครงการอย่างแน่นอน
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney