กลยุทธ์เทรด Options แบบ Bull Spread

Experts pool

Columnist

หลักทรัพย์บัวหลวง

หลักทรัพย์บัวหลวง

Tag

กลยุทธ์เทรด Options แบบ Bull Spread

Date Time: 29 ส.ค. 2569 09:35 น.

Video

รู้จัก National ITMX เบื้องหลัง PromptPay ที่คนไทยใช้กันทั้งประเทศ | Digital Frontiers EP.68

Summary

กลยุทธ์เทรด Options แบบ Bull Spread เหมาะกับมุมมองของสินค้าอ้างอิงที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นแต่ไม่มาก ในส่วนของกำไรและขาดทุนจะจำกัด 

Latest


ถ้าพูดถึง Options ในความคิดแรกของใครหลาย ๆ คนคงจะนึกถึงความซับซ้อน ความยากที่จะเข้าใจเมื่อเทียบกับ Futures ที่เข้าใจได้ง่ายกว่า 

โดยพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับนักเก็งกำไรที่จะเข้าไปเทรดตราสารอนุพันธ์เหล่านี้ก็คือ การคาดการณ์แนวโน้มของสินค้าอ้างอิงว่าจะเป็นไปในทิศทางใดในอนาคต ซึ่งการเทรด Futures นั้น ถ้ามองว่าสินค้าอ้างอิงจะปรับตัวขึ้นก็เพียงแต่เข้าไปเปิด Long ในทางตรงกันข้ามถ้าคิดว่าจะปรับตัวลงก็เข้าไปเปิด Short ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจาก Options ที่การเปิด Long นั้นจะหมายถึงการซื้อสิทธิ ขณะที่การเปิด Short นั้น จะหมายถึงการขายสิทธิ ซึ่งเพียงเท่านี้ยังไม่สามารถที่จะชี้ชัดได้ว่าคาดการณ์ทิศทางของสินค้าอ้างอิงไปในทางไหน

การที่จะเริ่มต้นเข้าใจ Options ควรทราบก่อนว่าสิทธิของ Options มีอยู่ 2 แบบคือ สิทธิในการซื้อ (Call Options) และสิทธิในการขาย (Put Options) หมายความว่า ถ้าคาดว่าสินค้าอ้างอิงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจะเข้าไปซื้อสิทธิซื้อ (Long Call)

อย่างไรก็ดี ถ้าคาดว่าสินค้าอ้างอิงจะปรับตัวลงจะเข้าไปซื้อสิทธิขาย (Long Put) จะเห็นได้ว่าการซื้อขาย Options จะมีข้อแตกต่างกับการซื้อขาย Futures ในส่วนนี้

โดยกลยุทธ์พื้นฐานของ Options มีอยู่ 4 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  1. Long Call
  2. Long Put
  3. Short Call
  4. Short Put

ข้อมูลจากทีม Futures and Options หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่ากลยุทธ์การซื้อขายของ Options ไม่ได้มีเพียงพื้นฐานเท่านี้ ยังมีอีกมากมายให้เลือกใช้ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเนื้อหาในส่วนถัดไปจะขอเพิ่มความเข้มข้นให้มากยิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์แรกที่อยากจะขอนำเสนอก็คือ Bull Spread เหมาะกับมุมมองของสินค้าอ้างอิงที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นแต่ไม่มาก ในส่วนของกำไรและขาดทุนจะจำกัด กลยุทธ์ดังกล่าวสามารถเลือกใช้ Call Options หรือ Put Options ก็ได้

รูปที่ 1: ผลตอบแทนกลยุทธ์ Bull Spread    

ที่มา: BLS Futures and Options วันที่ 15 ก.ค. 69
ที่มา: BLS Futures and Options วันที่ 15 ก.ค. 69

Bull Call Spread

กลยุทธ์ Bull Call Spread สร้างได้จากการ Long Call Options ที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า พร้อมกับ Short Call Options ที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า ด้วยจำนวนสัญญาที่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่ Call ที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่าจะเป็นแบบ At-the-Money ขณะที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าจะเป็นแบบ Out-of-the-Money ขณะที่ Call Options ทั้งคู่ต้องมีสินค้าอ้างอิงและวันอายุเหมือนกัน

ตัวอย่าง นาย A คาดดัชนี SET50 จะปรับขึ้น จึงเลือกใช้กลยุทธ์ Bull Call Spread โดยเข้าไป Long S50U26C1070 ที่ 30 จุด และ Short S50U26C1100 ที่ 16 จุด อย่างละ 1 สัญญา (ตัวอย่างไม่รวมค่าธรรมเนียมต่าง ๆ)

ค่าพรีเมียมจ่ายสุทธิเท่ากับ (30 – 16) = 14 จุด หรือ -2,800 บาท

จากกลยุทธ์ดังกล่าวจะพบว่า

  • ผลขาดทุนสูงสุดเท่ากับ 2,800 บาท ซึ่งก็คือค่าพรีเมียมที่จ่ายไปและจะเกิดเมื่อดัชนี SET50 อยู่ต่ำกว่า 1,070 จุด หรือราคาใช้สิทธิที่ต่ำกว่า
  • ผลกำไรสูงสุดเท่ากับ 3,200 บาท และจะเกิดขึ้นเมื่อดัชนี SET50 อยู่สูงกว่า 1,100 จุด หรือราคาใช้สิทธิที่สูงกว่า
  • จุดคุ้มทุนของกลยุทธ์นี้จะเกิดเมื่อดัชนี SET50 อยู่สูงกว่า 1,084 จุด หรือราคาใช้สิทธิต่ำกว่า + พรีเมียมจ่ายสุทธิ หรือ (1,070 + 14) 

Bull Put Spread

กลยุทธ์ Bull Put Spread สร้างได้จากการ Short Put Options ที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า และ Long Put Options ที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า ด้วยจำนวนสัญญาที่เท่ากัน มีสินค้าอ้างอิงและวันหมดอายุเดียวกัน โดยคาดหวังว่าราคาสินค้าอ้างอิงจะอยู่เหนือราคาใช้สิทธิที่ได้ Short Options ไป นอกจากนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวจะสร้างกระแสเงินสดรับ เนื่องจาก Short Put Options ที่มีราคาแพงกว่าการ Long Put Options

ตัวอย่าง นาย C คาดว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวขึ้น จึงเลือกใช้กลยุทธ์ Bull Put Spread โดยการ Short S50U26P1100 ที่ 39 จุด และ Long S50U26P1070 ที่ 24 จุด อย่างละ 1 สัญญา (ตัวอย่างไม่รวมค่าธรรมเนียมต่าง ๆ)

ค่าพรีเมียมรับสุทธิเท่ากับ (39 – 24) = 15 จุด หรือ 3,000 บาท

จากกลยุทธ์ดังกล่าวจะพบว่า

  • ผลขาดทุนสูงสุดเท่ากับ 3,000 บาท คือผลต่างระหว่างราคาใช้สิทธิ หักด้วยค่าพรีเมียมรับ หรือ (1,100 – 1,070 – 15) x 200
  • ผลกำไรสูงสุดเท่ากับ 3,000 บาท เมื่อดัชนี SET50 อยู่สูงกว่าราคาใช้สิทธิ 1,100 จุด และเท่ากับค่าพรีเมียมรับ
  • จุดคุ้มทุนของกลยุทธ์นี้อยู่ที่ 1,070 จุด หรือราคาใช้สิทธิที่สูงกว่า หักค่าพรีเมียมรับ หรือ (1,100 – 30)   

จบไปแล้วกับกลยุทธ์ Bull Spread ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับแนวโน้มขาขึ้นแต่ไม่ได้มองไปไกลมากนักของสินค้าอ้างอิง ขณะที่การสร้างสามารถใช้ได้ทั้ง Call Options และ Put Options แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ Call Options จะต้องจ่ายค่าพรีเมียมออกไป ตรงข้ามกับ Put Options ที่จะได้รับค่าพรีเมียม 

อีกทั้งกลยุทธ์นี้ยังมีต้นทุนที่ต่ำลงเนื่องจากมีการ Short Options เมื่อเทียบกับการ Long Call Options เพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่จำกัด สำหรับตอนหน้าจะนำกลยุทธ์เทรด Options แบบ Bear Spread มาแนะนำกันบ้าง ฝากติดตามอ่านกันต่อด้วยครับ

สำหรับนักเทรดที่เริ่มสนใจและอยากเรียนรู้เกี่ยวกับ Options ให้มากขึ้น สามารถเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงโดยมีรายละเอียดดังนี้

วิธีเปิดบัญชีซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถสมัครเปิดบัญชีแบบออนไลน์ได้ง่าย ๆ ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้

1.    ผ่านแอป Wealth Connex (เมนู Solution > บัญชีซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า)

2.    ผ่านแอป Streaming (เมนู BLS > Futures & Options > เปิดบัญชี)

บุคคลทั่วไป เพียงเปิดบัญชีหุ้นออนไลน์ อนุมัติไว ง่าย ๆ ผ่านแอป Wealth Connex หลังจากนั้นสมัครเปิดบัญชีซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบออนไลน์ตามขั้นตอนข้างต้น หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเพียง คลิกที่นี่ https://www.bualuang.co.th/article/opentfexaccountbywealthconnex

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

หลักทรัพย์บัวหลวง

หลักทรัพย์บัวหลวง
หลักทรัพย์บัวหลวง