สรุปการประชุม IMF-World Bank 2026 ผ่านมุมมอง “เอกนิติ” ไทยได้อะไรจากเวทีโลก?

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สรุปการประชุม IMF-World Bank 2026 ผ่านมุมมอง “เอกนิติ” ไทยได้อะไรจากเวทีโลก?

Date Time: 17 ต.ค. 2569 19:46 น.

Video

ทำไม TSMC ถึงดูเหมือน "ธุรกิจที่ไม่มีขาลง" | Digital Frontiers EP.78

“Summary“

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • รัฐบาลเน้นย้ำการรักษาเสถียรภาพทางการคลังด้วยระดับหนี้สาธารณะที่ 60% ของ GDP พร้อมศึกษาการขยายฐานภาษีและจัดเก็บภาษี SME ต่างชาติให้เป็นธรรม
  • มุ่งเน้นการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการใช้ AI และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ให้ถึงระดับ 30%
  • ธนาคารโลกให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อศึกษาแนวทางจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก เพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ตั้งเป้าหมายผลักดัน GDP ให้เติบโตอย่างยั่งยืนเกิน 3% ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการขยายการค้าภายในภูมิภาคอาเซียน

Latest


ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเป็นที่สนใจจากทั่วโลกเพราะประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

แต่คำถามที่น่าสนใจคือนอกจากเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่นี้ เศรษฐกิจไทยและคนไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการประชุมระดับโลกครั้งนี้?

โลกไม่เหมือนเดิม ไทยต้องเร่งปรับตัว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง สถานการณ์โลกที่กำลังเจอกับภาวะแบ่งขั้ว ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีที่มีบทบาทในทุกมิติ รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องเร่งสร้างคือ Resilience หรือความยืดหยุ่นที่ประเทศต้องรับมือเรื่องใหม่ๆ และปัจจัยที่คาดเดาได้ยากอย่างช่วงที่ผ่านมาราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น เป็นต้น

การประชุมครั้งนี้ รวบรวมผู้นำทางความคิด ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนมาร่วมพูดคุยกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาทุกภาคส่วนให้เติบโตได้ยั่งยืน ซึ่งไทยยังเน้นจุดยืนการเป็น Trusted Connectors ว่าเราสามารถสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ในการประชุมครั้งนี้ไทยยังแบ่งปันองค์ความรู้ในหลายด้านรวมถึง Bangkok Blueprints ที่ใช้รับมือกับปัญหาระดับโลกอย่างสแกมเมอร์อีกด้วย

ขณะที่กระแสเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเศรษฐกิจ แม้ไทยจะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้อยู่แล้ว แต่ยังต้องพัฒนาอีกหลายด้านทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การปรับใช้ AI ในทุกระดับ อย่างที่ไทยมี AI นกกระซิบ ก็ถือเป็นกรณีศึกษาที่หลายประเทศให้ความสนใจ

ทั้งนี้ ไทยยังต้องลงทุนอีกมากเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ไทยได้อะไรจากการประชุมนี้

ดร.เอกนิติ เล่าว่าหนึ่งในเรื่องที่ IMF ให้ความสำคัญคือวินัยการคลัง เพราะสถานการณ์ปัจจุบันหลายประเทศมีหนี้สาธารณะพุ่งสูงกว่า 100% ของ GDP แต่ประเทศไทยที่อยู่ระดับ 60% ถือว่ามีวินัยการคลังที่ดีและยังมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรต้องเดินหน้าทำต่อเนื่องคือ การยึดมั่นในวินัยการคลัง ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการศึกษาการขยายฐานภาษี เช่น ฝั่งสรรพสามิต, การเพิ่มรายได้ในหลายด้าน เช่น การขึ้นภาษี SME ต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจหรือตีตลาดในไทยอาจสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับ SME ของไทย เป็นต้น

ขณะที่ประเด็น AI ที่บางส่วนกังวลว่า AI จะมาแย่งงาน แต่ในอีกมุมมองอยู่ที่เราจะปรับใช้ AI ให้มาสร้างงานและคนทุกกลุ่มสามารถปรับใช้พัฒนาตนเองได้อย่างไร เช่น การให้ธุรกิจขนาดเล็กนำ AI ไปใช้เพิ่มยอดขายและเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ไทยยังต้องดึงตัวเองเข้าไปอยู่ใน AI Supply Chain ของโลก และพร้อมดึงเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อยอดเป็นศักยภาพของคนไทย

ในด้านความเสี่ยง ไทยต้องเดินหน้าเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับการรับมือ Climate Change และโลกที่แบ่งขั้ว ขณะเดียวกันต้องรับมือกับภัยพิบัติและโครงสร้างพื้นฐานน้ำต่างๆ โดยธนาคารโลกให้เงินช่วยเหลือให้เปล่าในการทำการศึกษาในเรื่องเจ้าพระยา-ป่าสัก เพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้

GDP ไทยต้องโตกว่าเดิม! เริ่มที่จุดไหน

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยยังตั้งเป้าหมายร่วมกันกับภาคเอกชน โดยมี 3 เรื่องหลักที่ต้องเดินหน้าให้ได้ คือ

1. GDP เติบโตเกิน 3% อย่างยั่งยืนและมั่นคง โดยต้องเร่งทั้งการลงทุน คัดเลือกอุตสาหกรรมใหม่ และพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

2. เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากระดับ 22% ให้ก้าวขึ้นไปสู่ 30% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

3. Ease of Doing Business ปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้การทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันไทย ต้องขยายการค้าภายในอาเซียน จากปัจจุบันที่ค้าขายกันเองราว 22% ไทยต้องพูดคุยและเจรจากับทุกประเทศเพื่อผลักดันให้ส่วนนี้ขยายตัวขึ้น เพื่อตอบสนองกับตลาดที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน และเป็นอนาคตที่ไทยรวมถึงภูมิภาคจะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ไทยพยายามทำอยู่คือการผลักดันให้ประเทศได้กลับมาอยู่ในสปอตไลท์ของทั่วโลก และแสดงความพร้อมว่า ไทยพร้อมจะ Take off หรือทะยานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเวทีการประชุม AM2026 นี้คือ Showcase ที่ไทยได้เปิดเผยความสำเร็จและเป้าหมายการเติบโตที่กำลังจะเกิดขึ้น




ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ