
กรมบัญชีกลาง จ่อรื้อสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ มุ่งเน้น “บังคับเบิกจ่ายตรง-เพิ่มโทษทุจริต-ให้สิทธิเลือกสวัสดิการ-ควบคุมการสั่งยา” หวังคุมค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 90,000 ล้านบาท และสกัดทุจริต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงการทบทวนค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการว่า ขณะนี้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างพิจารณาทั้งระบบ เพื่อปฏิรูประบบราชการ ไม่ให้เงินงบประมาณรั่วไหล ปิดจุดอ่อนทุกจุด เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมได้เตรียมข้อมูลการเบิกค่ารักษาพยาบาลให้รัฐบาล เพื่อประกอบการพิจารณาปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลข้าราชการ ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิ 4.98 ล้านคน กว่า 50% มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเบิกค่ารักษาพยาบาลสูงสุด “ในอดีต ข้าราชการเงินเดือนน้อย จึงจูงใจให้คนเก่งเข้าสู่ระบบราชการ ด้วยสวัสดิการรักษาพยาบาลพ่อแม่ คู่สมรส และลูก ซึ่งเบิกได้เต็ม แต่ปัจจุบันคนอายุยืนยาว โรคภัยไข้เจ็บซับซ้อนมาก ค่ารักษาแพงขึ้น หากจะปรับปรุงค่ารักษาพยาบาล ก็ต้องดูทั้งระบบ และเป็นวาระแห่งชาติ”
ทั้งนี้ กรมได้เปิดรับฟังความเห็นเพื่อปรับปรุงกฎหมายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ระหว่างวันที่ 10 ก.ค.-8 ส.ค.69 เพื่อควบคุมค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ปัจจุบันอยู่ที่ 90,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงป้องกันการทุจริต ใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.บังคับให้เบิกจ่ายตรง โดยสถานพยาบาลทุกแห่ง เบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลาง 2.ข้าราชการสามารถเลือกสิทธิให้ครอบครัวได้ เช่น สิทธิบัตรทอง หรือประกันสังคม จากเดิมใช้สิทธิข้าราชการ ซึ่งเมื่อออกจากระบบราชการแล้ว ก็ต้องออกเลย ห้ามกลับเข้ามาอีก
3.เพิ่มบทลงโทษกรณีทุจริต เช่น กรณีบุคคลในครอบครัวตระเวนรับยาหลายแห่ง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ แต่เจ้าของสิทธิไม่ทราบ โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีคดีทุจริตหลายคดีรวมมูลค่า 200 ล้านบาท และ4.เพิ่มมาตรการให้แพทย์สั่งยาอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า เพื่อควบคุมการสั่งยา
“เมื่อรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้น จะประมวลผลและเรียบเรียง เพื่อนำเสนอกระทรวงการคลังพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป”
นางแพตริเซีย กล่าวอีกว่า แนวคิดที่จะนำระบบประกันภัยมาใช้กับข้าราชการ เคยศึกษามาแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงต้องศึกษาให้รอบคอบ โดยเฉพาะระบบเคลียร์ริ่งข้อมูลการเบิกจ่าย และหากจะนำระบบประกันภัยมาใช้จริง ต้องใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่เท่านั้น ส่วนข้าราชการเดิม ยังคงใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลแบบเดิม หรือเลือกแนวทางใหม่ก็ได้ แต่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนค่ารักษาพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะใช้สิทธิตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ขณะที่องค์กรอิสระ ก็จะใช้ระเบียบของตัวเอง
ส่วนนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการการเชื่อมโยงข้อมูล หรือโครงการ “Connect the Dot” เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการฟอกเงิน การหลอกลวงทางการเงิน และอาชญากรรมไซเบอร์ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้เร่งพัฒนาระบบ “CHECK” มาใช้แทนการตรวจสอบข้อมูลกลางเดิม เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยตรวจสอบข้อมูล 3 มิติ ได้แก่ ตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ทำธุรกรรม, วิเคราะห์พฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงิน และติดตามการเคลื่อนไหวของเงินและสิ่งที่ใช้แทนเงิน เพื่อให้เห็นเส้นทางการไหลของเงินอย่างครบวงจร