
โรงงานรถจีนกำลังเต็มเมืองไทย แต่คำถามสำคัญกว่าคือ แล้วประเทศไทยได้อะไรจากโรงงานเหล่านั้นบ้าง
นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่กว่าตัวเลขเงินลงทุนหลายหมื่นล้านบาท เพราะวันนี้ค่ายรถจีนไม่ได้เข้ามาเพื่อขายรถในไทยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังย้าย “ฐานการผลิต” เข้ามาอยู่ที่นี่ และใช้ไทยเป็นทางออกไปสู่ตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดโลก
ภาพนี้ชัดขึ้นเรื่อยๆจากการปักหมุดโรงงานของ BYD,GWM, CHANGAN และ CHERY ในพื้นที่ จ.ระยอง จากอดีตที่รถจีนเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาจอดในโชว์รูมไทย วันนี้รถจำนวนหนึ่งกำลังถูกผลิตขึ้นบนแผ่นดินไทย ก่อนเดินทางออกไปขายในประเทศอื่น
BYD คือหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด โรงงานระยองเริ่มเดินเครื่องเมื่อกลางปี 2567 และผลิตรถพลังงานใหม่ครบ 100,000 คันในเดือน ก.ย. 2569 ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี ที่สำคัญรถไม่ได้ถูกผลิตเพื่อคนไทยเท่านั้น แต่กำลังถูกส่งออกไปยังอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และยุโรป
โรงงานแห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสายประกอบรถยนต์ แต่มีทั้งงานปั๊มขึ้นรูป เชื่อม พ่นสี แบตเตอรี่ และสายไฟ ขณะที่ BYD ระบุว่าจัดซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณครึ่งหนึ่ง และทำงานร่วมกับผู้ผลิตไทยหลายร้อยราย
ค่ายอื่นก็กำลังเดินเกมในทิศทางเดียวกัน GWM ใช้โรงงานระยองเป็นฐานผลิตรถหลายระบบ ตั้งแต่ BEV (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) ถึง PHEV (รถปลั๊กอินไฮบริด) พร้อมพยายามเปิดทางให้ผู้ผลิตไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานผ่านกิจกรรม Sourcing Day ขณะที่ CHANGAN ลงทุนสร้างฐานผลิตนอกจีนแห่งแรกของกลุ่มใน จ.ระยอง และวางเป้าหมายเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ส่วน CHERY และ OMODA & JAECOO ก็เข้ามาตั้งโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 และเริ่มผลิตรถในไทยแล้ว
ทั้งหมดนี้กำลังบอกว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดรถจีน” เป็น “ฐานผลิตรถจีน”
และนี่คือจุดที่โจทย์ของไทยเริ่มยากขึ้น เพราะการมีโรงงานอยู่ในประเทศ ไม่ได้แปลว่ามูลค่าของรถทั้งคันจะเกิดขึ้นในประเทศ โรงงานอาจตั้งอยู่ใน จ.ระยอง ใช้แรงงานไทย และติดป้าย Made in Thailand แต่หากวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี และองค์ความรู้หลัก ยังไหลเข้ามาจากต่างประเทศ มูลค่าที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยก็อาจไม่ได้มากอย่างที่ภาพโรงงานขนาดใหญ่ทำให้เห็น
ประเทศไทยใช้เวลาหลายสิบปีสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์จนมีผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก มีแรงงาน วิศวกร ช่างเทคนิค ระบบโลจิสติกส์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมนี้มีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากกว่า 10% ของ GDP และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 800,000 ตำแหน่ง
แต่ EV (รถยนต์ไฟฟ้า) กำลังเปลี่ยนกติกา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์น้ำมันเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า หากเป็นการเปลี่ยนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วนบางประเภทที่เคยเป็นจุดแข็งของไทยกำลังลดบทบาท ขณะที่แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้า และวัสดุใหม่เข้ามามีความสำคัญมากขึ้น
คำถามคือ ผู้ผลิตไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ใหม่นี้
“นาวา จันทนสุรคน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI เห็นว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่ควรได้ไม่ใช่เพียง “โรงงาน” หากต้องเป็น “อุตสาหกรรม” ที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย สร้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ประเด็นที่ “นาวา” ตั้งคำถามคือ หากวัตถุดิบบางประเภทสามารถผลิตในไทยได้และมีศักยภาพแข่งขัน เหตุใดจึงยังเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของรถ EV ที่ตั้งโรงงานอยู่ในประเทศไทยได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของรถยนต์ และไทยมีทั้งประสบการณ์และศักยภาพในการผลิตเหล็กเกรดสูงสำหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์
แน่นอนว่าไม่มีใครคาดหวังให้ผู้ผลิตรถยนต์เลือกซื้อของในประเทศเพียงเพราะเป็นของไทย หากต้นทุน คุณภาพ หรือเทคโนโลยียังแข่งขันไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วรถยนต์ต้องแข่งขันกันในตลาดโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมองเพียงราคาต่อหน่วยก็อาจทำให้ไทยมองเห็นต้นทุนของโรงงาน แต่ไม่เห็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ
เงินที่จ่ายให้ผู้ผลิตไทยหนึ่งรายไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ขาย หากหมุนต่อไปยังแรงงาน ผู้รับเหมาช่วง ผู้ผลิตเครื่องจักร บริษัทขนส่ง วิศวกร ไปจนถึงภาษีและการลงทุนรอบใหม่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ ซึ่งตัวเลข Local Content เพียงตัวเดียวอาจอธิบายได้ไม่หมด
ดังนั้น เกมต่อไปของไทยอาจไม่ใช่การแข่งกันว่าใครจะดึงค่ายรถจีนเข้ามาได้มากที่สุด เพราะสนามนั้นเริ่มมีผู้เล่นจำนวนมากแล้ว แต่คือทำอย่างไรให้เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างรากในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงสร้างโรงงานอยู่ในประเทศไทย
โจทย์ของภาครัฐจึงควรขยับจากการนับจำนวนโรงงานและมูลค่าเงินลงทุน ไปสู่การดูว่าโรงงานเหล่านั้นเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยมากแค่ไหน สร้างงานคุณภาพสูงเพียงใด พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรไทยอย่างไร และทำให้ธุรกิจไทยสามารถก้าวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้หรือไม่!!!
เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม