ชงกองทุนซื้อคืนรถไฟฟ้า 2 แสนล้าน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ชงกองทุนซื้อคืนรถไฟฟ้า 2 แสนล้าน

Date Time: 26 มิ.ย. 2569 06:45 น.

Summary

สคร. เตรียมระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่เกิน 200,000 ล้านบาท เพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายมาเป็นของรัฐบาล

  • การระดมทุนจะใช้วิธีทยอยดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดหนี้สาธารณะ โดยคาดการณ์ผลตอบแทนจากกองทุนอยู่ที่ 6-7% ต่อปี
  • รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการรถไฟฟ้าเองเพื่อกำหนดค่าโดยสารให้ถูกลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นปริมาณผู้ใช้บริการตามหลักความยืดหยุ่นต่อราคา
  • การประเมินมูลค่าซื้อคืนจะอิงจากกระแสเงินสดในอนาคต (Future Cash Flow) โดยสายสีเหลืองและสีชมพูอยู่ระหว่างการเจรจา
  • บอร์ดพีพีพีอนุมัติโครงการร่วมลงทุนใหม่ 3 โครงการ ได้แก่ ศูนย์รักษามะเร็ง รพ.ธรรมศาสตร์, ท่าเรือแหลมฉบัง และจุดพักรถทางพิเศษ รวมมูลค่า 8,285 ล้านบาท

Latest

แอตต้า จับมือ “ททท. ไทเป” โรดโชว์ตลาดนักท่องเที่ยวไต้หวัน เล็งเป้าระยะยาว 3 ล้านคน

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เปิดเผยถึงโครงการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล ว่า การซื้อโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทั้งหมดมาเป็นของรัฐบาล จะใช้แหล่งเงินจากการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เกิน 200,000 ล้านบาท โดยจะดำเนินการแบบทยอยระดมทุน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน     

ทั้งนี้ตามแผนการระดมทุนเพื่อนำเงินมาซื้อโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวนั้น จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากไม่ได้ใช้เงินในครั้งเดียวในการซื้อโครงการรถไฟฟ้า โดยอาจทยอยระดมทุนครั้ง 80,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าจะมีประชาชนและสถาบันการเงิน จะให้ความสนใจเข้ามาซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำ มีรายได้จากโครงการเป็นตัวหลัก ซึ่งที่ผ่านมาผลตอบแทนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ราว 6-7% ซึ่งถือว่าสูงในปัจจุบัน และยังมีความเสี่ยงต่ำ    

“การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทั้งหมดมาเป็นของรัฐบาล แล้วมาจัดการบริหารใหม่ภายใต้ราคาค่าโดยสารที่รัฐบาลกำหนดได้เอง จะมีความคุ้มค่าการลงทุน เพราะเมื่อกำหนดราคาค่าโดยสารที่ต่ำลง จะทำให้มีคนมาใช้บริการมากขึ้น ตามหลักความยืดหยุ่นต่อราคา”    

สำหรับการคำนวณวงเงินการซื้อคืนรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทุกสีในกรุงเทพและปริมณฑลนั้นเป็นการคำนวณจาก Future Cash Flow และสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เจ้าของสัมปทานจะได้รับในช่วงที่เหลือของอายุสัมปทาน เช่น กรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นสายหลัก ที่อายุสัมปทานจะสิ้นสุดลงในปี 2572 การใช้เงินเพื่อซื้อสัมปทานก็จะใช้ลดลง ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพูนั้น อยู่ระหว่างการเจรจา เชื่อว่าเจรจาไม่ยุ่งยากซับซ้อนมาก เนื่องจากยังไม่มีกำไรจากการเดินรถ     

ส่วนการต่อรองเพื่อซื้อรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสีเหลืองหรือ สีชมพู ไม่น่าจะยาก เนื่องจากเป็นโครงการที่ยังไม่มีกำไร ทางเอกชนเจ้าของสัมปทานน่าจะพอใจ หากรัฐเข้าไป     

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (บอร์ดพีพีพี) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการร่วมลงทุน จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบ ด้านสาธารณสุข วงเงินลงทุนรวม 2,568 ล้านบาท     

2. โครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท และ 3. โครงการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) ในเขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย วงเงินลงทุนรวม 1,764 ล้านบาท    

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563 - 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับความพร้อมของแต่ละโครงการและเป็นปัจจุบัน โดยมีรายการโครงการที่ประสงค์จะดำเนินการในรูปแบบ PPP รวม 146 โครงการ มูลค่ารวม 1.06 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ แผนร่วมลงทุนจะเป็นกรอบทิศทางการจัดทำโครงการ PPP ของประเทศที่ชัดเจน และจะช่วยสร้างความสนใจและดึงดูดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐมากขึ้น


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ