ฝ่าวิกฤติโลกเดือด ด้วยความยั่งยืน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ฝ่าวิกฤติโลกเดือด ด้วยความยั่งยืน

Date Time: 18 เม.ย. 2569 04:30 น.

Summary

ปี 2569 เป็นปีแห่งการเดิมพันความยั่งยืน “Sustainability” จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก คำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่คำสวยหรูในรายงานประจำปีอีกต่อไป

Latest

คนกรุงรอยลโฉมรถไฟฟ้าสายใหม่ "เทา-เงิน-ฟ้า"

ปี 2569 เป็นปีแห่งการเดิมพันความยั่งยืน “Sustainability” จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก คำว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่คำสวยหรูในรายงานประจำปีอีกต่อไป แต่จะเป็น “เข็มทิศ” ที่จะช่วยขับเคลื่อนพยุงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้ก้าวรอดพ้นจากวิกฤติโลกที่จะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทุกคนจะประสบพบเห็นด้วยตัวเอง น้ำท่วมก็ท่วมมาก ร้อนก็ร้อนมาก ฝนตกก็ตกมาก แล้งก็แล้งมาก...ทุกอย่างผิดปกติ กลายเป็นปัญหา “โลกเดือด”

และความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไกลตัว แต่เป็นแรงกดดันให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนของโลก

ประเทศไทยมีเวลาอีก 5 ปี ที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 หรือ พ.ศ.2570 (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ท่ามกลางความท้าทายใหม่ๆ เพื่อสร้างความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตามเป้าหมายแผน SDGs 2030 ที่ยั่งยืน 17 ข้อ ถือเป็นแผนปฏิบัติการระดับโลกที่จัดทำไว้โดยสหประชาชาติ ที่ 193 ประเทศ ได้ร่วมลงนามร่วมกัน เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโลกที่เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

“ทีมเศรษฐกิจ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ขอรวบรวมประเด็นเกี่ยวกับความยั่งยืน และฟังเสียงสะท้อนการปรับตัว การเตรียมความพร้อมนำธุรกิจสู่ความยั่งยืน...

“ยั่งยืน” ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด

ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งความท้าทาย ที่ต้องนำแผนพัฒนาที่ยั่งยืน สู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอด และไม่ใช่เป็นเพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เท่านั้น เนื่องจากปีนี้จะมีมาตรการบังคับทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกำไรของธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ เริ่มจาก

การรายงานคาร์บอน จาก “สมัครใจ” สู่ “บังคับ” ด้วยการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก Carbon Accounting ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.... ซึ่งหลายองค์กรทยอยจัดทำการตรวจวัดและรายงานเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน กระบวนการผลิต และของเสีย เพื่อคำนวณการปล่อยคาร์บอนอย่างละเอียด

เพื่อเตรียมตัวรับภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) สินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงอาจต้องเผชิญกับภาษีสรรพสามิตรูปแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้น หากไม่มีแผนการลดการปล่อยที่ชัดเจน ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งกลไกภาษีคาร์บอนอย่างจริงจัง

ปัจจุบันยังไม่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน เพียงแต่ทำโครงสร้างภาษี ให้ประชาชนได้รับทราบ คือ ภาษีน้ำมัน

ส่องเทรนด์ธุรกิจยั่งยืนมาแรง

สำหรับธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งหลายหน่วยงานได้วางแผนการลงทุนไว้อย่างต่อเนื่องมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนี้

1.ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันประเทศไทยเปิดให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือโซลาร์ รูฟท็อป รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น นอกจากประหยัดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นพลังงานสีเขียว สอดคล้องกับแผนการพัฒนายั่งยืน

2.ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดมียอดจดทะเบียนสะสมกว่า 150,000 คัน นั่นเป็นเพราะแรงหนุนจากนโยบายรัฐบาล มาตรการส่งเสริมรถยนต์อีวี 3.0 และ 3.5 โดยเฉพาะการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศ

รวมถึงมาสร้างงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ รวมถึงธุรกิจสถานีชาร์จ โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อีวีในภูมิภาคนี้ การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้านั้น เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดการก่อมลภาวะทางอากาศ

3.ธุรกิจเศรษฐหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำวัสดุที่เหลือมาหมุนเวียนใช้ การลดขยะ การเปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบ การซ่อมแซมบำรุง ยืดอายุการใช้งาน เพื่อลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด

4.ธุรกิจเกษตรกรรมยั่งยืนและอาหารจากพืช ซึ่งปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ยั่งยืนจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น รวมถึงเกษตรอินทรีย์ด้วย ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร อาหาร ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมี มากขึ้น

5.ธุรกิจก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการ พัฒนาวัสดุที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

6.ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีสีเขียว โดยให้คำปรึกษาทางการยื่นขอการเงินสีเขียว การปรับตัวสู่ความยั่งยืน การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ลดการใช้พลังงาน การลด-การกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น.

17 เป้าหมาย SDGs 2030

การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนนั้น มีการตั้งเป้าหมายไว้ 17 ข้อ ตามแผนปฏิบัติการระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมสร้างความมั่งคั่ง ปกป้องสิ่งแวดล้อม ดังนี้

1.ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ 2.ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน 3.สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย

4.สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 5.บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน 6.สร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาลให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและมีสภาพพร้อมใช้สำหรับทุกคน

7.สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้เชื่อถือได้ และยั่งยืน 8.ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน

9.สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม 10.ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ 11.ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน

12.สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน 13.ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น 14.อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

15.ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

16.ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรม และสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผล รับผิดชอบ และครอบคลุมในทุกระดับ

17.เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน.

กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของภาคการเงิน ของธนาคารกรุงเทพ ผ่านกลยุทธ์ “Growing Together” ซึ่งเน้นการเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่พาธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) โดยครอบคลุมทั้งด้านการเงิน ผลิตภัณฑ์ และการสร้างความตระหนักรู้ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน

และธนาคารมุ่งสร้างคุณค่าเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการให้บริการทางการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิผล และการสนับสนุนให้ลูกค้าประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้แก่สังคม

ส่วนแนวการปรับตัวที่สำคัญ คือ การออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อเฉพาะทาง เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินเชื่อบัวหลวงกรีน เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นการกู้เงินเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดมลพิษ

การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการเงินสีเขียว ผ่าน “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ปรับเปลี่ยนองค์กรและเทคโนโลยีที่จำเป็นสู่ธุรกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่น

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การก่อสร้างอาคารสีเขียว การใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนการใช้เชื้อเพลิง การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย

และอีกส่วนสำคัญที่จะสร้างความยั่งยืน คือ การแสวงหาพื้นที่และชุมชนยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “Bualuang Save the Earth” ภายใต้แนวคิดของเราไม่ต้องการเพียงแค่ปลูกต้นไม้อย่างเดียว แต่เราอยากจะทำให้เป็นต้นแบบของการทำป่าชุมชนที่ไปไกลกว่าที่ทุกคนเคยทำมา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป.

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เอ็กโก กรุ๊ปได้เดินหน้าปรับองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจพลังงาน สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมและผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว ตลอดระยะเวลา 33 ปี เอ็กโก กรุ๊ปมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และการพัฒนาชุมชนและสังคม บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส และตรวจสอบได้

ดังนั้น แนวคิดด้านความยั่งยืนจึงถูกบูรณาการไว้ในกระบวนการทำงานขององค์กรอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ SDGs เพื่อช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกจากภายในองค์กรสู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระดับสากล

“ความยั่งยืนเป็นแนวทางที่เอ็กโก กรุ๊ปใช้กำหนดทิศทางและตัดสินใจทางธุรกิจมาโดยตลอด เพื่อให้การเติบโตขององค์กรสร้างคุณค่าได้ทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

ขณะเดียวกัน เพื่อรับมือกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เอ็กโก กรุ๊ปได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจระหว่างปี 2568 - 2570 ภายใต้แนวคิด “POWER4” ที่จะมุ่งสร้างสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง การขยายธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง การบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง Asset Recycling และการพัฒนาองค์กรเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์

ที่สำคัญกลยุทธ์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำในระยะยาว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2583 และบรรลุการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593

เอ็กโก กรุ๊ปเชื่อว่าจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมในระดับสากล โดยเอ็กโก กรุ๊ปจะเป็นอีกฟันเฟืองหนึ่งของสังคมไทย ในการนำพาประเทศให้รอดพ้นปัญหาโลกเดือด.

สัทธา วนลาภพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

การขับเคลื่อนเพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ภายใต้กรอบ ESG อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับขององค์กร ซึ่งปัจจุบันอมตะอยู่ระหว่างจัดทำแผน Sustainability Roadmap เพื่อกำหนดทิศทางการเติบโตระยะยาว โดยมุ่งพัฒนา “เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ” ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในหลากหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินและแบบลอยน้ำ รวมถึงการศึกษาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว

และยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการแหล่งกักเก็บน้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ตามแนวคิด Zero Discharge ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการติดตามและบริหารความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อสร้างความมั่นคงให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบ

นอกจากนี้ยังพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานและการบริหารจัดการคาร์บอนแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว อาทิ แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ การสนับสนุนการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้และกลไกที่เกี่ยวข้องกับตลาดคาร์บอน

ภายใต้ปรัชญา “All Win” อมตะกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจรที่ผสานพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคสู่อนาคตเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ