
บทบาทของผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่เมื่อวันที่1 ตุลาคม 2568 ดูจะจับต้องได้มากกว่านักวิชาการแบงก์ชาติแบบดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักบริหาร
บทบาทของผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่เมื่อวันที่1 ตุลาคม 2568 ดูจะจับต้องได้มากกว่านักวิชาการแบงก์ชาติแบบดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่นักบริหาร
โดยเฉพาะในการเน้นการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน-หนี้เสีย (NPL) สูง รวมถึงในการแก้ปัญหาเงินนอกระบบ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา
ภายใต้การนำของคุณวิทัย แบงก์ชาติน่าจะต้องเปลี่ยนบทบาท จากที่เอาแต่เน้นดูแลเฉพาะเสถียรภาพค่าเงิน และระบบการเงิน ไปสู่ปัจจัยแวดล้อมมากมายที่เข้ามามีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
การให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา การทำธุรกรรมที่ไม่อยู่ในระบบ และการใช้เงินสด จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว และเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม...
ด้วยการประกาศใช้มาตรการควบคุมธุรกรรมที่ผิดปกติ ตลอดจนถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และเส้นทางการเงินที่ไม่มีความโปร่งใส เพื่อจำกัดโอกาสในการหมุนเงินนอกระบบผ่านช่องทางที่ผิดปกตินั้น ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในแวดวงเศรษฐกิจ
สำคัญที่สุดก็คือ การลงมือทำให้เห็น ย่อมได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้แค่ปากพูดตามทฤษฎีเหมือนที่ผ่านๆมา และเงินที่อยู่นอกระบบมานานอาจเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น
หลังเข้าไปควบคุมการซื้อขายในตลาดทองคำออนไลน์แล้ว ผู้ว่าการแบงก์ชาติประกาศว่า เขาจะเริ่มควบคุมการฝากถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องทำรายงานว่า เงินนั้น...ท่านได้แต่ใดมา และจะเอาไปซื้ออะไรด้วย
“ต่อไปนี้การงัดฝาบ้าน เอาเงินสดออกมาซื้อสิ่งของต่างๆในลักษณะผิดช่องทาง ต้องรายงานให้แบงก์ชาติทราบ”
ส่วนนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน คุณวิทัยได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือเพียง 1% โดยที่รัฐบาลไม่ต้องมานั่งร้องขออะไร ซ้ำเขายังประกาศด้วยว่าเมื่อไหร่
ที่พบสัญญาณทางเศรษฐกิจไม่ดี เขาพร้อมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยไม่ส่งผลกระทบให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวจนเกินไป
นโยบายนี้ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้กู้รายย่อย และธุรกิจขนาดเล็กให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนให้เกิดการลงทุน และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นด้วย
ภาระผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็จะลดลง แถมยังช่วยให้ผู้มีหน้ีบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลได้อานิสงส์ทางอ้อมไปด้วย
ในแนวทางของผู้ว่าการวิทัยนี้ ชัดเจนว่าแบงก์ชาติไม่ได้มีหน้าที่แค่ปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ต้องควบคุมธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ ที่เรียกกันว่าเงินใต้ดินด้วย เพื่อช่วยทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างจริงจัง
สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ว่าการวิทัยช่างมาถูกที่ถูกเวลาพอดีกับสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ+อิสราเอลกับอิหร่านที่กำลังทำให้โลกการเงิน การค้า การลงทุนทุกสาขาปั่นป่วนอยู่ในเวลานี้.
มิสไฟน์
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม