
ค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 33.868 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 15 เดือน
หลายคนสนใจ “ค่าเงินบาท” เมื่อต้องเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ที่จริงแล้วค่าเงินมีผลต่อต้นทุนชีวิตของคนไทย ยิ่งถ้าเงินบาทอ่อนค่าประเทศที่นำเข้าพลังงานสูงอย่างเราต้องจ่ายแพงขึ้นไปด้วย หรือถ้านำเข้าเครื่องจักร/สินค้าจากต่างประเทศก็ต้องใช้บาทมากขึ้นเพื่อไปแลกมาก
ล่าสุดเงินบาทยังอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 15 เดือน Thairath Money อยากชวนมาทำความเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อบาทอ่อนค่าลง
เริ่มกันที่ ธนาคารกสิกรไทย เล่าว่า ช่วงต้นสัปดาห์นี้ค่าเงินบาททำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 15 เดือน ไปแตะที่ระดับ 33.868 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักก็เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีข่าวการโจมตีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบริเวณทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะสูงขึ้น อาจเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
ขณะที่ รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา อธิบายว่า เงินบาทจะไม่กลับไปแข็งค่าทางเดียวเหมือนในอดีต เพราะไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาถือว่าเงินบาทไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้ามาประคองไว้ แม้จะเห็นการขายสุทธิจากต่างชาติ แต่เมื่อทั่วโลกยังมีความผันผวนสูง ทำให้ตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงไทยยังได้ผลดีจากเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและบางส่วนอาจอยู่ยาวถ้าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงหรือลากยาวเกินกว่าที่นักลงทุนคาดไว้
ในด้านนโยบายการเงินของไทยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ไปอีกหลายไตรมาส แม้ว่าช่วงไตรมาส 3 ถึง 4 ในปี 2569 เงินเฟ้ออาจขยับขึ้นสูงกว่ากรอบของกนง. เพราะเจอผลกระทบจากราคาอาหารและพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่มองว่านักลงทุนยังเชื่อว่ากนง. จะเลือกใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่าเหวี่ยงแห ตราบใดที่แนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ท่ามกลางความเชื่อว่ากนง. จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย ตรงข้ามกับฝั่งญี่ปุ่นที่คนมองว่า อาจเห็นการทยอยขึ้นดอกเบี้ยจนแซงหน้าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เจอบ่อยนัก
แน่นอนว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน พลังงาน และวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ซึ่งนี่อาจส่งผ่านไปเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ ยิ่งใครมีหนี้เป็นสกุลเงินต่างประเทศก็ต้องรับภาระหนักขึ้น
ขณะเกียวกัน บาทที่อ่อนค่าจะส่งผลดีแก่กลุ่มผู้ส่งออก ที่สามารถนำรายได้สกุลเงินต่างประเทศกลับมาแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้นและอาจแข่งขันได้ดีขึ้น ยิ่งถ้าบาทอ่อนค่า ต่างชาติอาจมองว่าเป็นต้นทุนถูกลงในการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย
ในช่วงระยะสั้นสัปดาห์หน้า (27-31 ก.ค. 2569) กสิกรไทย คาดว่ากรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก ได้แก่ Fed, ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง, Fund Flow ของต่างชาติ และตัวเลขทางเศรษฐกิจในไทยและสหรัฐฯ เช่น ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือน มิ.ย., GDP ไตรมาส 2/69 ของสหรัฐฯ เป็นต้น
ฝั่งธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดการณ์ว่าช่วงไตรมาสสุดท้าย หรือสิ้นปี 2569 จะแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 32.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามองทั้งราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์สงครามที่ยังไม่จบลง แต่คาดว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันสูงนานเพราะใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-term Election) และน่าจะมีการเจรจาสงครามในตะวันออกกลางเกิดขึ้น
ที่มาข้อมูล BAY, KBank, BOT
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney