“กรุงไทย” ชี้เอสเอ็มอีไทยยังติดหล่มแม้พยายามปรับตัว

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“กรุงไทย” ชี้เอสเอ็มอีไทยยังติดหล่มแม้พยายามปรับตัว

Date Time: 4 ก.พ. 2569 06:55 น.

Summary

ศูนย์วิจัยกรุงไทย สำรวจความอ่อนแอเอสเอ็มอี พบติดหล่ม ตกชั้น ไม่ได้ไม่พยายามปรับตัว แต่ติดอยู่ในวงจรหนี้ จึงต้อง "ผ่าตัดใหญ่" ปรับโมเดลธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่ม เจาะตลาดเฉพาะทาง

Latest

MC ชู AI ขับเคลื่อนรายได้สวนกระแส

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)โตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลง จากความเสี่ยงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ( Geopolitics) ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า จากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

โดยจุดที่สำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ จะต้องแก้ไขที่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันดำเนินโครงการ Reinvent Thailand สนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร, ยานยนต์, การแพทย์และสุขภาพ, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การท่องเที่ยว, ค้าปลีกและค้าส่ง เพื่อสร้างโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS สำรวจเอสเอ็มอี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 ราย ใน 6 อุตสาหกรรมดังกล่าว พบว่า อยู่ในภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถการทำกำไร (ROA) ที่ถดถอยลง ในช่วงปี 2553-2567 และมีจำนวนหนึ่งที่ตกชั้นลงมาจากระดับเดิม บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อนและเมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของ กลุ่มธุรกิจที่ผลประกอบการดีกับกลุ่มที่ต้องการพลิกฟื้น พบว่าเบื้องหลังการถดถอย ไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายามปรับตัว แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ในวงจรหนี้ ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะใช้วิธีแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่มีผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของเอสเอ็มอี คือปัญหาการทำกำไรที่ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดี 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมากแต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน

ดังนั้น แม้ว่ามาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอให้อยู่รอดในระยะยาวได้ ต้อง "ผ่าตัดใหญ่" ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้ และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน รับบริบทโลกใหม่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ