
เมื่อ "ค่าเงิน"กลายเป็นอำนาจใหม่ของโลก กรุงเทพฯ เข้าสู่ทำเนียบ Top 10 เมืองลักชัวรีโลก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ศูนย์กลางที่คนรวยยอมจ่าย ขณะอันดับ 1 ยังคงเป็นสิงคโปร์
ปัจจุบัน อิทธิพลของ “ค่าเงิน” ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความถูก หรือ แพงของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เห็นได้อย่างชัดเจน จากรายงานล่าสุด Global Wealth and Lifestyle Report 2026 ของ Julius Baer (Private Baking) พบว่า กลุ่มเมืองที่มีค่าเงินแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น เงินฟรังก์สวิส และเงินยูโร ต่างขยับอันดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้ไม่มีเมืองใดในภูมิภาคอเมริกาเลย ที่หลุดอันดับ Top 10 ความเป็นเมืองที่มีต้นทุนการใช้ชีวิตระดับหรู (Luxury Lifestyle Index) เป็นครั้งแรกในรอบสามปี แม้ว่าอัตราการสะสมความมั่งคั่งในอเมริกาเหนือ จะยังคงแข็งแกร่งที่สุด
ในทางตรงกันข้าม ขั้วอำนาจใหม่ทางการเงินและการสะสมความมั่งคั่งของคนรวยระดับโลก กลับไหลมาที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มากขึ้นเรื่อยๆ จาก 5 ใน 10 และเป็นครั้งแรกของไทย ที่เมืองหลวง อย่าง กรุงเทพมหานคร ติดใน Top 10 ของโลกเป็นครั้งแรกอีกด้วย
ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวคำนวณจาก "ตะกร้าสินค้าและบริการหรู" จำนวน 20 รายการ เช่น บ้านหรู รถยนต์ นาฬิกา เครื่องประดับ ค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน ค่าเรียน MBA ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง และตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ชีวิตของผู้มีฐานะ ไม่ใช่ค่าครองชีพของประชาชนทั่วไป
อันดับ 1 สิงคโปร์ : ครองตำแหน่งเมืองที่แพงที่สุดสำหรับกลุ่มคนรวยติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ขับเคลื่อนโดยต้นทุนอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะที่สูงมาก ร่วมกับความแข็งแกร่งของค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์และความมั่นคงทางการเมือง
อันดับ 2 ซูริก : ขยับขึ้นมา 3 อันดับ จากอานิสงส์การแข็งค่าของเงินฟรังก์สวิส ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบทบาทการเป็นแหล่งพักพิงเงินทุนที่ปลอดภัยในยามที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
อันดับ 3 โมนาโก : ติดอันดับท็อป 3 เป็นครั้งแรก จากการแข็งค่าของเงินยูโรและราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงที่สุดในโลก (สัดส่วนพื้นที่ต่อหน่วยแคบที่สุดในดัชนีเทียบเคียง)
อันดับ 4 ฮ่องกง : เลื่อนอันดับลงเล็กน้อยแต่ยังคงเป็นแกนกลางทางการเงิน โดยครองแชมป์เมืองที่มีค่าบริการทางกฎหมายแพงที่สุดในโลก และติดอันดับเมืองที่มีค่าเล่าเรียน MBA สูงที่สุดในโลก
อันดับ 5 ลอนดอน : อันดับลดลงเนื่องจากค่าเงินปอนด์เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ระดับราคาในรูปดอลลาร์สหรัฐไม่พุ่งสูงเท่าเมืองในยุโรปแผ่นดินใหญ่ที่อิงกับเงินยูโร
อันดับ 6 เซี่ยงไฮ้ : ยังคงรักษาสถานะผู้นำในภูมิภาค โดยเป็นเมืองที่มีราคาค่าบริการรับประทานอาหารระดับหรู (Fine Dining) สูงที่สุดในโลก
อันดับ 7 ปารีส : ได้รับอิทธิพลทางตรงจากการแข็งค่าของเงินยูโร และยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่ 2 ของโลกในด้านต้นทุนการรับประทานอาหารระดับหรู
อันดับ 8 ซิดนีย์ : ขยับขึ้น 6 อันดับ เป็นเมืองที่มีการเลื่อนอันดับขึ้นสูงสุดในปีนี้จากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งแกร่งร่วมกับต้นทุนการนำเข้าสินค้าพรีเมียมที่สูงขึ้น
อันดับ 9.มิลาน : เติบโตอย่างมั่นคงตามทิศทางราคาของแบรนด์แฟชั่นระดับสูงและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในยุโรปแผ่นดินใหญ่
อันดับ 10 กรุงเทพฯ : ก้าวเข้าสู่ทำเนียบท็อป 10 เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ จากปัจจัยราคาในหมวดสินค้าหรูส่วนบุคคลและค่าธรรมเนียมการศึกษาชั้นสูงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จะเห็นได้ว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองความเป็นมหาอำนาจในการสะสมความมั่งคั่ง โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4.5% ในปี 2026 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 2.9% อย่างชัดเจน ส่งผลให้ภูมิภาคนี้เป็นที่ตั้งของ 5 ใน 10 เมืองที่แพงที่สุดในโลก ค
ความน่าสนใจของการเคลื่อนย้ายทุนในปีนี้คือการที่ฮ่องกงได้ก้าวข้ามสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งข้ามพรมแดน (Cross-border Wealth Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยฮ่องกงและสิงคโปร์ได้ร่วมกันทำหน้าที่เป็น "แกนหลักสองขั้ว" (Dual Core Axis) ของเครือข่ายความมั่งคั่งในเอเชีย ที่คอยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ต้องการหลบหลีกความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในฝั่งตะวันตก
ขณะที่ การขยับอันดับของกรุงเทพมหานคร ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 10 ของโลกครั้งประวัติศาสตร์ นับเป็นการเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์ของไทย ในสายตามหาเศรษฐีโลก จากหลายๆตัวแปร ที่บ่งบอกพฤติกรรมการบริโภคระดับลักชัวรีในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นตลาดที่มีราคาแพง
เช่น ชุดสูทสั่งตัดสำหรับบุรุษ รองเท้าสตรี และค่าธรรมเนียมการศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) และอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในด้านราคารถยนต์หรูนำเข้า เนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิตและกำแพงภาษีนำเข้าที่สูงของไทย
ปัจจุบัน กรุงเทพฯ ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีโครงการคอนโดระดับ Ultra Luxury เปิดตัวต่อเนื่อง มีโรงพยาบาลเอกชนระดับโลก ร้านอาหารมิชลิน และแบรนด์ลักชัวรีเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการในหมวดลักชัวรีเชิงประสบการณ์และการผ่อนคลาย เช่น บริการสปาของกรุงเทพฯ กลับมีราคาถูกเป็นอันดับที่ 20 จากทั้งหมด 25 เมืองในดัชนี ซึ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างราคาของสินค้านำเข้าระดับพรีเมียมและราคาบริการในท้องถิ่น ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับไฮบริด" ที่มหาเศรษฐีสามารถเข้าถึงบริการระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกันก็ยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าแฟชั่นระดับหรูเพื่อแสดงสถานะทางสังคมอย่างเต็มที่
ที่มา : juliusbaer , lifestyleasia
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney