
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ความพยายามดึงการลงทุนจากบริษัท Chery Automobile (เชอรี่ ออโตโมบิล) ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในไทย ได้ประสบความสำเร็จตามแผนที่หารือกันแล้ว โดย Chery ตัดสินใจเลือกประเทศไทย เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชนิดพวงมาลัยขวา เพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังอาเซียน ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง
“Chery ได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา สำหรับ Chery เป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีน และเป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก มียอดการส่งออกรถยนต์เป็นอันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่อง 21 ปี และปีที่ผ่านมามียอดส่งออก 1.8 ล้านคัน”
สำหรับแผนการลงทุนของบริษัท Chery ในประเทศไทยนั้น จะดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ซึ่ง OMODA และ JAECOO เป็นแบรนด์ของ Chery สำหรับทำตลาดในต่างประเทศ โดยจะตั้งโรงงานที่จังหวัดระยอง ในเฟสแรก ภายในปี 68 จะผลิตอีวี ทั้งแบบยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และไฮบริด (HEV) ปีละ 50,000 คัน และในเฟสที่ 2 ภายในปี 71 จะขยายกำลังการผลิตถึงปีละ 80,000 คัน
ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มแรกบริษัทจะนำเข้าอีวี รุ่นแรก OMODA C5 EV ซึ่งเป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ เอสยูวี ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% มาจำหน่ายเพื่อทดลองตลาด จากนั้นจะตามมาด้วยรถยนต์พรีเมียม เอสยูวี ออฟโรดรุ่น JAECOO 6 EV, JAECOO 7 PHEV และ JAECOO 8 PHEV พร้อมเปิดโชว์รูม 39 แห่ง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค
“การตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตอีวีในไทยของบริษัท Chery ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของประเทศไทยก่อนหน้านี้มีค่ายรถยนต์รายใหญ่จากจีน ได้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว 7 ราย ประกอบด้วย BYD, MG, Great Wall Motor, Changan Automobile, GAC Aion, NETA และ Foton ส่วน Chery เป็นรายที่ 8 ช่วยตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนว่า กลุ่มบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกจากจีน ได้ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาคสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวา แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของไทย รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ”
นายนฤตม์ กล่าวอีกว่า การดึง Chery มาไทยครั้งนี้ สำนักงานบีโอไอที่จีนได้เริ่มหารือกับ Chery มาตั้งแต่ปี 64 ต่อมาเดือน มิ.ย.66 บีโอไอได้เดินทางไปพบผู้บริหารระดับสูงของ Chery ที่จีน โดยได้นำเสนอมาตรการสนับสนุนใหม่ๆของภาครัฐ รวมทั้งหารือแผนการลงทุนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จนนำมาสู่การยื่นคำขอและการอนุมัติให้การส่งเสริม ขณะเดียวกัน เมื่อต้นเดือน เม.ย.67 คณะผู้บริหารจากบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าพบเลขาธิการบีโอไอ เพื่อหารือแนวทางการลงทุนในระยะต่อไป รวมทั้งการเข้าถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย ผ่านการประสานงานของบีโอไอด้วย สำหรับการส่งเสริมโครงการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งแบบ BEV, HEV และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) นั้น บีโอไอได้อนุมัติรวม 26 โครงการ จาก 19 บริษัท มูลค่าเงินลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท
นายฉี เจี๋ย ประธานบริษัท Chery กล่าวว่า ตลาดรถอีวีในไทยเติบโตสูงที่สุดในอาเซียน และกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์อีวีของอาเซียน จึงมองเห็นโอกาสการลงทุนผลิตอีวีในไทย จากการที่รัฐพัฒนาอุตสาหกรรมและสนับสนุนรถยนต์พลังงานใหม่ ที่สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโอโมดา แอนด์ เจคู โดยเรามุ่งมั่นพัฒนารถยนต์ให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนไทยมากที่สุด และตั้งใจเลือกใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในไทย.
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่