
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน ธ.ค.66 ไทยมีมูลค่าส่งออก 22,791.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่ม 4.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปี 65 คิดเป็นเงินบาท 795,824 ล้านบาท เพิ่ม 2.2% การนำเข้า 21,818.8 ล้านเหรียญฯ ลดลง 3.1% คิดเป็นเงินบาท 70,822 ล้านบาท ลดลง 5.3% ดุลการค้าเกินดุล 972.8 ล้านเหรียญฯ หรือ 25,002 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 66 การส่งออกมีมูลค่า 284,561.8 ล้านเหรียญฯ ติดลบ 1.0% เทียบกับปี 65 คิดเป็นเงินบาท 9.809 ล้านล้านบาท ติดลบ 1.5% การนำเข้า 89,754.3 ล้านเหรียญฯ ติดลบ 3.8% คิดเป็นเงินบาท 10.111 ล้านล้านบาท ติดลบ 4.3% ดุลการค้าขาดดุล 5,192.5 ล้านเหรียญฯ หรือ 302,926 ล้านบาท
“การส่งออกไทยปี 66 ติดลบน้อยกว่าที่หลายหน่วยงานคาดไว้ว่าจะมากกว่า 2% แต่เราทำได้ 1% และยังลบน้อยกว่าประเทศผู้ส่งออกอื่น เช่น ไต้หวัน ลบ 9.8% เวียดนาม ลบ 4.8% เกาหลีใต้ลบ 7.5% ญี่ปุ่น ลบ 3.9% จีน ลบ 4.6% อินโดนีเซียลบ 11.3% มาเลเซีย ลบ 11.1%”
ส่วนปี 67 กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายมูลค่าส่งออกขยายตัวเป็นบวกที่ 1-2% คิดเป็นมูลค่า 280,000-290,000 ล้านเหรียญฯ หรือ 9.8-10 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลง การสิ้นสุดนโยบายการเงินตึงตัวของประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่งผลดีให้การค้าโลกขยายตัว อีกทั้งมีแรงหนุนจากการสำรองสินค้าเกษตรและอาหารตามความมั่นคงทางอาหารและการฟื้นตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าของไทย ผลกระทบจากภัยแล้งทั่วโลก และเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนผลักดันการส่งออก 400 กิจกรรม เช่น แผนบุกตลาดเมืองรอง อินเดีย และทวีปแอฟริกาใต้มากขึ้น เพื่อทดแทนจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งมีความต้องการสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมสูง รวมทั้งการเร่งเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศ และกลุ่มประเทศต่างๆ เช่น เอฟทีเอไทย-ศรีลังกา ที่เจรจาเสร็จแล้ว และจะลงนามได้เร็วๆนี้
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยที่เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการนั้น รัฐบาลพยายามกำกับดูแล อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาจุดสมดุล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ได้วิเคราะห์ความตึงเครียดในทะเลแดง ที่กระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย ซึ่งพบว่า การส่งออกไปยุโรปได้รับผลกระทบมากสุด เพราะใช้เส้นทางผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซเกือบทั้งหมด โดยสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ แผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ ไก่แปรรูป
ส่วนกลุ่มตะวันออกกลางจะกระทบตลาดจอร์แดน และอิสราเอล สินค้าสำคัญ อาทิ รถยนต์ อาหารทะเลกระป๋อง แต่ไทยสามารถขนผ่านท่าเรือของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อกระจายสินค้าได้ ส่วนการส่งออกไปแอฟริกาตอนเหนือ กระทบต่อตลาดอียิปต์ ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มีสินค้าสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋อง ยานยนต์ เหล็ก ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ มีผลกระทบทางอ้อมเพราะสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางผ่านแหลมกู๊ดโฮปแทน นอกจากนี้ ยังกระทบสินค้าที่ไทยนำเข้าด้วย เช่น ยาและเวชภัณฑ์ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เป็นต้น.