รัฐวุ่นแจงข่าวลือ "ดิจิทัล วอลเล็ต" ปัดใช้งบ 1.2 หมื่นล้านทำแอป-เก็บค่าแลกเงิน 3%

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

รัฐวุ่นแจงข่าวลือ "ดิจิทัล วอลเล็ต" ปัดใช้งบ 1.2 หมื่นล้านทำแอป-เก็บค่าแลกเงิน 3%

Date Time: 18 ต.ค. 2566 09:24 น.

Summary

“จุลพันธ์” ปัดใช้งบ 1.2 หมื่นล้านทำซุปเปอร์แอป จ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต ยันไม่หวั่นถูกฟ้องร้องตรวจสอบ พร้อมให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจกับ ป.ป.ช. ย้ำรัฐบาลไม่มีถอยโครงการเงินดิจิทัลแน่ ด้านเอกชนเห็นด้วยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโต 5% แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านอื่นด้วย และอยากให้ใช้แอปฯ “เป๋าตัง” ใช้จ่ายเพราะมีคนใช้จำนวนมากอยู่แล้ว

Latest

ผ่านปี 68 "งูร้าย" สู่ปี 69 "ม้าเหนื่อย" เฟ้นหา "แสงสว่าง" ท่ามกลางปัจจัยลบ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวที่ออกมา ในกรณีการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัล วอลเล็ตของรัฐบาลว่า มีค่าจัดทำแอปพลิเคชันเพื่อนำมาใช้ในโครงการนี้ สูงถึง 12,000 ล้านบาท โดยหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่มีทาง ฟังแล้วก็ยังตลกอยู่เลย ไม่มีแอปพลิเคชันไหนพัฒนาในราคาดังกล่าว” แต่ในข้อเท็จจริงจะต้องใช้เงินเท่าใดนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่กล้าตอบตัวเลขที่ชัดเจน แต่เท่าที่ทราบไม่ได้มากอะไร ซึ่งการดำเนินการจัดทำแอปพลิเคชันต้องให้ธนาคารของรัฐไปประชุมและมอบหมายกันเองว่าใครจะเป็นคนทำ โดยจะมีการประชุมในวันที่ 19 ต.ค.นี้ ซึ่งจะไม่มีคนกลุ่มใดได้ประโยชน์จากการจัดทำแอปพลิเคชัน

“ยืนยันว่าเป็นโครงการที่โปร่งใสมากขณะที่การใช้ระบบบล็อกเชนก็มีความปลอดภัยมากที่สุด ที่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดและการทุจริตได้ด้วย”

ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมจึงไม่ใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่มีอยู่เดิม นายจุลพันธ์ระบุว่า แอปพลิเคชันเดิม เมื่อมาทำดิจิทัล วอลเล็ต ฟังก์ชันจะเกิดความแตกต่าง ทั้งระบบและวัตถุประสงค์ในการดำเนินการก็แตกต่าง เพราะของเรากำหนดในบล็อกเชนซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องมีความปลอดภัยและมีกลไกที่โปร่งใส นอกจากนี้ แอปพลิเคชันในอดีตนั้น ข้อมูลยังเป็นของรัฐ แต่ตัวแอปพลิเคชันไม่ใช่ของรัฐการต่อยอดจึงมีข้อจำกัด ขณะที่แอปพลิเคชันใหม่จะดึงข้อมูลของรัฐมาใช้ประโยชน์ อย่างเช่น ฐานข้อมูล และโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่มีการลงทะเบียนแต่จะให้ยืนยันตัวตนตามข้อกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะเดียวกัน การจ่ายเงินผ่านดิจิทัล วอลเล็ตมีเงื่อนไขใหม่ อาทิ ห้ามใช้เกี่ยวกับอบายมุขการออม และการใช้หนี้ ซึ่งถือเป็นกลไกใหม่ในการช่วยเหลือประชาชนเพื่อผลักดันให้เม็ดเงินสู่ระบบ

ส่วนที่มีกระแสข่าวเพิ่มเติมจะมีการเก็บค่าแลกเงินจากร้านค้าในอัตรา 3% นั้น รมช.คลังกล่าวว่า อันนี้คิดไปเอง ไม่มีแนวคิดการเก็บ เพราะไม่ใช่เงินที่เป็นคริปโตเคอเรนซี แต่โครงการนี้เป็นการเติมเงิน 10,000 บาทเข้าไปในกระเป๋าเงินดิจิทัล และขอยืนยันว่าประชาชนจะได้เงิน 10,000 บาทเต็มๆไม่มีหัก รวมถึงไม่มีการจัดเก็บเงินเปอร์เซ็นต์จากร้านค้าด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งว่าโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ไม่มีทางทำไม่ได้จะต้องทำได้แน่นอน

ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีการเตรียมการฟ้องร้องโครงการดังกล่าว รมช.คลัง กล่าวว่า ไม่เป็นไร ใครมีสิทธิ์ดำเนินการตามช่องทางทางกฎหมายดำเนินการได้ อย่างเช่น ป.ป.ช. ก็ตั้งคณะกรรมการติดตาม ก็ยอมรับว่าถือเป็นสิ่งดีมาก เพราะมีหน่วยงานรัฐมาช่วยดูให้เกิดความรอบคอบ และพร้อมไปคุยกับ ป.ป.ช.เองเพื่อชี้แจงให้คลายกังวลและรับข้อสังเกตมาปรับปรุง เพื่อให้โครงการเดินหน้าและไม่เสียวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จะซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่นั้น เป็นคนละเรื่องเลย ไม่เหมือนกันเลย อันนี้เป็นกลไกที่จะกระตุ้นในเรื่องเศรษฐกิจโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ซึ่งเรื่องนี้ตนยังหาช่องโหว่ไม่ได้เลยตรงไหนอย่างไร

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า ที่ประชุมเห็นว่านโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยหลักการสามารถดำเนินการได้ เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน แต่รัฐจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาวภายใต้งบประมาณจำกัด

ทั้งนี้ หอการค้าไทยจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล คือสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนในทุกระดับ โดยเน้นการซื้อสินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ และเสนอให้ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่มีอยู่แล้วของธนาคารกรุงไทย เพราะประชาชนใช้งานแล้วมากถึง 40 ล้านคน ร่วมกับการใช้แพลตฟอร์มและวอลเล็ตอื่นๆของภาคเอกชน นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลเน้นการบริหารจัดการและพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆควบคู่ไปพร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ เพราะจะมีเอลนีโญเกิดขึ้นในปีหน้าและต่อเนื่องถึงปีหน้า โดยหากน้ำไม่เพียงพอเกษตรกรจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากใช้น้ำมากถึง 72% ของการใช้น้ำทั้งหมด

“จากการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านอื่นๆ จะทำให้นโยบายเงินดิจิทัลสำเร็จ โดยประเมินว่า นโยบายเงินดิจิทัลจะมีส่วนสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้ถึง 5% ตามที่รัฐบาลมุ่งหวังไว้”.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ