
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวที่ออกมา ในกรณีการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัล วอลเล็ตของรัฐบาลว่า มีค่าจัดทำแอปพลิเคชันเพื่อนำมาใช้ในโครงการนี้ สูงถึง 12,000 ล้านบาท โดยหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่มีทาง ฟังแล้วก็ยังตลกอยู่เลย ไม่มีแอปพลิเคชันไหนพัฒนาในราคาดังกล่าว” แต่ในข้อเท็จจริงจะต้องใช้เงินเท่าใดนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่กล้าตอบตัวเลขที่ชัดเจน แต่เท่าที่ทราบไม่ได้มากอะไร ซึ่งการดำเนินการจัดทำแอปพลิเคชันต้องให้ธนาคารของรัฐไปประชุมและมอบหมายกันเองว่าใครจะเป็นคนทำ โดยจะมีการประชุมในวันที่ 19 ต.ค.นี้ ซึ่งจะไม่มีคนกลุ่มใดได้ประโยชน์จากการจัดทำแอปพลิเคชัน
“ยืนยันว่าเป็นโครงการที่โปร่งใสมากขณะที่การใช้ระบบบล็อกเชนก็มีความปลอดภัยมากที่สุด ที่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดและการทุจริตได้ด้วย”
ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมจึงไม่ใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่มีอยู่เดิม นายจุลพันธ์ระบุว่า แอปพลิเคชันเดิม เมื่อมาทำดิจิทัล วอลเล็ต ฟังก์ชันจะเกิดความแตกต่าง ทั้งระบบและวัตถุประสงค์ในการดำเนินการก็แตกต่าง เพราะของเรากำหนดในบล็อกเชนซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องมีความปลอดภัยและมีกลไกที่โปร่งใส นอกจากนี้ แอปพลิเคชันในอดีตนั้น ข้อมูลยังเป็นของรัฐ แต่ตัวแอปพลิเคชันไม่ใช่ของรัฐการต่อยอดจึงมีข้อจำกัด ขณะที่แอปพลิเคชันใหม่จะดึงข้อมูลของรัฐมาใช้ประโยชน์ อย่างเช่น ฐานข้อมูล และโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่มีการลงทะเบียนแต่จะให้ยืนยันตัวตนตามข้อกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะเดียวกัน การจ่ายเงินผ่านดิจิทัล วอลเล็ตมีเงื่อนไขใหม่ อาทิ ห้ามใช้เกี่ยวกับอบายมุขการออม และการใช้หนี้ ซึ่งถือเป็นกลไกใหม่ในการช่วยเหลือประชาชนเพื่อผลักดันให้เม็ดเงินสู่ระบบ
ส่วนที่มีกระแสข่าวเพิ่มเติมจะมีการเก็บค่าแลกเงินจากร้านค้าในอัตรา 3% นั้น รมช.คลังกล่าวว่า อันนี้คิดไปเอง ไม่มีแนวคิดการเก็บ เพราะไม่ใช่เงินที่เป็นคริปโตเคอเรนซี แต่โครงการนี้เป็นการเติมเงิน 10,000 บาทเข้าไปในกระเป๋าเงินดิจิทัล และขอยืนยันว่าประชาชนจะได้เงิน 10,000 บาทเต็มๆไม่มีหัก รวมถึงไม่มีการจัดเก็บเงินเปอร์เซ็นต์จากร้านค้าด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งว่าโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ไม่มีทางทำไม่ได้จะต้องทำได้แน่นอน
ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีการเตรียมการฟ้องร้องโครงการดังกล่าว รมช.คลัง กล่าวว่า ไม่เป็นไร ใครมีสิทธิ์ดำเนินการตามช่องทางทางกฎหมายดำเนินการได้ อย่างเช่น ป.ป.ช. ก็ตั้งคณะกรรมการติดตาม ก็ยอมรับว่าถือเป็นสิ่งดีมาก เพราะมีหน่วยงานรัฐมาช่วยดูให้เกิดความรอบคอบ และพร้อมไปคุยกับ ป.ป.ช.เองเพื่อชี้แจงให้คลายกังวลและรับข้อสังเกตมาปรับปรุง เพื่อให้โครงการเดินหน้าและไม่เสียวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จะซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่นั้น เป็นคนละเรื่องเลย ไม่เหมือนกันเลย อันนี้เป็นกลไกที่จะกระตุ้นในเรื่องเศรษฐกิจโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ ซึ่งเรื่องนี้ตนยังหาช่องโหว่ไม่ได้เลยตรงไหนอย่างไร
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า ที่ประชุมเห็นว่านโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยหลักการสามารถดำเนินการได้ เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน แต่รัฐจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาวภายใต้งบประมาณจำกัด
ทั้งนี้ หอการค้าไทยจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล คือสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนในทุกระดับ โดยเน้นการซื้อสินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ และเสนอให้ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่มีอยู่แล้วของธนาคารกรุงไทย เพราะประชาชนใช้งานแล้วมากถึง 40 ล้านคน ร่วมกับการใช้แพลตฟอร์มและวอลเล็ตอื่นๆของภาคเอกชน นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลเน้นการบริหารจัดการและพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆควบคู่ไปพร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ เพราะจะมีเอลนีโญเกิดขึ้นในปีหน้าและต่อเนื่องถึงปีหน้า โดยหากน้ำไม่เพียงพอเกษตรกรจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากใช้น้ำมากถึง 72% ของการใช้น้ำทั้งหมด
“จากการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านอื่นๆ จะทำให้นโยบายเงินดิจิทัลสำเร็จ โดยประเมินว่า นโยบายเงินดิจิทัลจะมีส่วนสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้ถึง 5% ตามที่รัฐบาลมุ่งหวังไว้”.