
หลังจากการลงมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการประชุมครั้งที่ 4 ของปี 2565 เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติ 6 ต่อ 1 เสียงให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.50% เป็น 0.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที
เท่ากับว่าประเทศไทยของเรา ได้สิ้นสุด “ยุคอัตราดอกเบี้ยขาลง” แล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับอัตราดอกเบี้ยและภาระหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี 9 เดือน หลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดของ กนง.ในการประชุมวันที่ 19 ธ.ค.2561 ที่ผ่านมา ก่อนที่ประเทศไทยของเราจะเข้าสู่วิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซารุนแรงและต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 จากการผ่อนคลายมาตรการการคุมเข้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อยับยั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นเร็วมากตั้งแต่ช่วงต้นปี จากการปรับสูงขึ้นของราคาพลังงาน และราคาสินค้าหมวดอาหาร ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ดีดตัวสูงเกินกว่าที่คาดหมายไปมาก โดยล่าสุด ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน
กนง.ได้ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่า จำเป็นต้องกลับมาให้น้ำหนักกับการดูแลเงินเฟ้อ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมามีความจำเป็นลดลง และจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดไม่ให้ “เครื่องยนต์ของเงินเฟ้อติด” จนควบคุมยาก หรือต้องใช้ “ยาแรง” มากขึ้น
แต่แน่นอนว่า “การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ท่ามกลางปริมาณหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงอยู่อันดับต้นๆของโลก โดยล่าสุดไตรมาสที่ 1 ปีนี้ หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 89.2% หรือมีมูลค่ากว่า 14.64 ล้านล้านบาท การขึ้นดอกเบี้ยย่อมส่งผลกระทบต่อ “ลูกหนี้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีจำนวน 2 ใน 3 หรือประมาณ 66% ของลูกหนี้ทั้งระบบ รวมทั้งกระทบต่อลูกหนี้ธุรกิจรายกลางรายย่อย (เอสเอ็มอี) จำนวนมากในกลุ่มเปราะบาง หรือในภาคธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว
และแม้ว่า หลังจากมติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ กนง.ในครั้งนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสถาบันการเงินใดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลัก หรือ M-rate อย่างเป็นทางการ ทำให้ยังไม่มีผลกระทบต่อลูกหนี้รายย่อย ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว แต่สถาบันการเงินยอมรับว่า “สามารถอั้นไม่ขึ้นดอกเบี้ยได้เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น”
“ทีมเศรษฐกิจ” ได้ประมวลภาพการปรับดอกเบี้ยของไทยเข้าสู่ยุค “อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น” ทั้งในส่วนของการดูแลอัตราเงินเฟ้อ ผลกระทบของภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อคนไทยทุกคนที่เป็นหนี้ เพื่อมองภาพไปข้างหน้า และหาทางรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้น
เริ่มต้นจากการประเมินภาพของ ธปท.ซึ่งระบุว่า “การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ กนง.กลับมาให้น้ำหนักกับการสกัดเงินเฟ้อ จากก่อนหน้าที่ให้น้ำหนักกับการรีสตาร์ตเศรษฐกิจ เนื่องจาก กนง.มีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวไปได้ต่อเนื่องตามที่คาดการณ์ กลับเข้าสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ภายในสิ้นปีนี้ และไม่สะดุดแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงปีนี้ และปีหน้า”
ธปท.บอกด้วยว่า ปัจจัยหลักๆที่ผลักดันให้เราฟื้นตัวมาจากการกลับมาเปิดประเทศหลังโควิด-19 คลี่คลาย ส่งผลให้การใช้จ่ายเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง รายได้แรงงานนอกภาคเกษตรทั้งรายได้สูง รายได้ต่ำปรับตัวดีขึ้น
ขณะที่ยังมีแรงส่งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ และแม้ว่าเศรษฐกิจโลกมีโอกาสชะลอตัว แต่คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีจำกัด โดยในการประชุม กนง.ปลายเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นรอบการปรับประมาณการเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีการปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เล็กน้อยจากที่ประมาณการเดิมไว้ 3.3%
สอดคล้องกับ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการ ธปท. ที่กล่าวไว้ก่อนนี้ว่า เป้าหมายสำคัญของนโยบายการเงินในช่วงนี้ คือ ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นคือ ในส่วนของ “เงินเฟ้อ” คืออยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน เพราะเงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อย่างผู้มีรายได้น้อย ซึ่งรายได้หลักมาจากเงินเดือนหรือค่าจ้าง ส่วนเงินออมที่เป็นเงินฝากก็ถูกเงินเฟ้อทำให้ด้อยค่าลง
“ที่สำคัญผู้มีรายได้น้อย มีการใช้จ่ายในหมวดอาหารและพลังงานกว่า 55% ของรายได้รวม ซึ่งตั้งแต่ต้นปีเงินเฟ้อหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 4.8% หมวดพลังงานเพิ่ม 29.8% ดังนั้น หากปล่อยให้เงินเฟ้อสูงนานๆ จนคนคิดว่าเงินเฟ้อจะสูงไปเรื่อยๆ ราคาสินค้าบางประเภท และค่าจ้างแรงงานอาจจะเร่งปรับขึ้น ซ้ำเติมเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอีก
...การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่านโยบายการเงินจะดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นต่อในระยะข้างหน้า และการขึ้นดอกเบี้ยที่จะไม่ทำให้เศรษฐกิจสะดุด ควรทำแต่เนิ่นๆ เมื่อเห็นสัญญาณ หากช้าเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์เงินเฟ้อติด ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นในภายหลัง ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจและประชาชนมากขึ้น”
แล้วหลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร? ทั้งนี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางในขณะนี้จะไม่ได้เร่งตัวขึ้น และตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดในเดือน ก.ค.จะอยู่ที่ 7.61% ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย
แต่ ธปท.ยังไม่วางใจ โดยมองว่าเงินเฟ้อของไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด นอกจากนั้น สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงคือ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับสูง และในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงด้านสูงจากการส่งผ่านต้นทุนไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานที่อาจมากและเร็วกว่าคาด ดังนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนเงินเฟ้อลดต่ำลงในปีหน้า
ส่วนความเร็วแรงในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย “ปิติ ดิษยทัต” ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในการแถลงข่าวผลการประชุม กนง.ว่า “การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการที่เราขึ้นดอกเบี้ยเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ กนง.มีช่องว่างที่จะค่อยๆปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไปได้โดยไม่ต้องกระชากเศรษฐกิจให้ชะลอลงแรงเพื่อเร่งกดเงินเฟ้อลง แม้จะมีการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า”
และหลังจากการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าปีนี้ กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50-0.75% ไปที่ 1.00-1.25% และปีหน้าปรับขึ้นอีก 1% ไปหยุดที่ 2.00-2.25%
อย่างไรก็ตาม แม้ ธปท.จะยืนยันว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ยอมรับว่าดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับระบบเศรษฐกิจ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงซึ่งเพิ่มภาระให้ “ลูกหนี้” แบกรับเพิ่มขึ้นได้ โดยการประเมิน ธปท.พบว่าดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น 1% ทำให้ภาระดอกเบี้ยครัวเรือนที่มีหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ธุรกิจและครัวเรือนมีความล่อแหลมต่อการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate exposure) มากน้อยแค่ไหนนั้น ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯและกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ภาระดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็น 2-4% ของต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจ ขณะที่ภาคครัวเรือนล่อแหลมต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า โดยจากฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือน ธปท.พบว่า โดยเฉลี่ยภาระดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็นประมาณ 8% ของรายได้ของครัวเรือนที่มีหนี้ ซึ่งถือว่ามากพอสมควร
นอกจากนั้น หากประเมินจากอัตราการส่งผ่านนโยบายในช่วงก่อนหน้า พบว่า หากดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 100% จะส่งผ่านไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ 60% หรือหากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.25% จะส่งผ่านไม่ถึง 0.2%
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบดังกล่าวก่อนการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ธปท.ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์ถึงการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปถึงอัตราดอกเบี้ยหลักของธนาคารพาณิชย์ หรือ M-Rate เช่น อัตราดอกเบี้ย MLR หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้รายใหญ่ชั้นดี ซึ่งเป็นดอกเบี้ยตั้งต้นในการปล่อยกู้แทบทุกประเภท ว่า
“อยากให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยพิจารณาว่า สถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่เท่าเทียมกัน หากธนาคารพาณิชย์เร่งขึ้นดอกเบี้ย อาจจะส่งผลกระทบมาเป็นต้นทุนของธนาคารจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้นได้”
อย่างไรก็ตาม ในมุมของธนาคารพาณิชย์ ตัวชี้วัดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบและต้นทุนทางการเงินของแบงก์ ธนาคารขนาดใหญ่มีต้นทุนการเงินต่ำกว่าธนาคารขนาดกลางและเล็ก
ธนาคารขนาดใหญ่ จะมีสัดส่วนเงินฝากบัญชีออมทรัพย์อยู่ที่ 40-60% ของเงินฝากทั้งหมด ดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ที่ 0.25% ต่ำที่สุดในบรรดาบัญชีเงินฝากทั้งหมด ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและเล็ก มีเงินฝากออมทรัพย์ประมาณ 20-30% แบงก์ขนาดใหญ่จึงมีต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า รับมือการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ดีกว่า
นอกจากนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นไปตามกลไกของตลาด ปัจจุบันสภาพคล่องในระบบมีเพียงพอจนถึงล้น และการขยายตัวของสินเชื่อไม่ได้ร้อนแรงเกินไป ธนาคารพาณิชย์จึงไม่จำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝาก ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อนำเงินมาปล่อยสินเชื่อ
กระนั้น ปัจจัยที่ต้องจับตาคือการไหลออกของเงินฝากธนาคาร เพื่อนำไปลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะการขนเงินไปลงทุนต่างประเทศ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างร้อนแรง โดยปรับขึ้นครั้งละ 0.75% ถึง 2 ครั้งติดกัน โดยล่าสุดดอกเบี้ยเฟดอยู่ในระดับ 2.25-2.50% และเฟดยังกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าในปี 2566 อัตราดอกเบี้ยเฟดจะอยู่ที่ 3.50%
สถานการณ์เงินฝากไหลออกนี้เอง ที่น่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาฐานเงินฝากและสภาพคล่องเอาไว้ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นการปรับขึ้น 2 ฝั่ง ทั้งเงินฝากและเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการเงิน
และเมื่อใดที่ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี (MOR) และดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าทั่วไป (MRR) ก็ย่อมส่งผลให้สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายใหญ่ ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทันที
กรณีสินเชื่อบ้าน สำหรับลูกค้ารายเดิม ในการอนุมัติสินเชื่อ ธนาคารจะเผื่ออัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตไว้ประมาณ 1% หากดอกเบี้ยปรับขึ้น 0.25% ผู้กู้ก็ยังมีภาระผ่อนต่อเดือนเท่าเดิม แค่ต้องผ่อนยาวขึ้น เพราะค่างวดจะถูกแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ตัดเงินต้นน้อยลง
กรณีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้ารายใหม่ อัตราดอกเบี้ยที่นำมาคิดคำนวณค่างวดที่ผ่อนชำระจะปรับขึ้นทันที และการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยคงที่ ที่นำมาเสนอขายใหม่ อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามต้นทุนของธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4% จะถูกปรับเป็นสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.25% เป็นต้น
ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ลูกค้ารายเดิมที่กำลังผ่อนชำระ จะไม่ได้รับผลกระทบต่อดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ คิดดอกเบี้ยแบบคงที่ จากการนำยอดสินเชื่อทั้งหมดคูณด้วยจำนวนปีผ่อนชำระ และนำผลลัพธ์ไปหารจำนวนงวดที่ผ่อนชำระ ขณะที่ลูกค้าเช่าซื้อรถยนต์รายใหม่จะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทันที
ด้านสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ไม่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น เพราะ ธปท.กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลสูงสุดไว้ที่ 25% และบัตรเครดิตที่ 16% ลูกค้าจะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อ ธปท. ประกาศเพิ่มเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต.
ทีมเศรษฐกิจ