Bond Yield 30 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 22 ปี ตลาดเดิมพัน Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก

Economics

Global Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Bond Yield 30 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 22 ปี ตลาดเดิมพัน Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก

Date Time: 25 ก.ย. 2569 14:43 น.

Video

ปี 2570 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “ขายอะไร” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมา” | Money Issue EP.77

“Summary“

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.501% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 และอายุ 10 ปี แตะ 5.223% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007

  • ตลาดให้น้ำหนักกว่า 75% ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม หลังดัชนี PMI ออกมาร้อนแรงและราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
  • แรงเทขายพันธบัตรไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ลุกลามไปยังญี่ปุ่น อังกฤษ และยุโรป ส่งผลให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นตาม
  • การพุ่งขึ้นของ Bond Yield ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ และกดดันต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจทั่วโลก
  • นักวิเคราะห์มองว่าตลาดกำลังเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนานกว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ

Latest


ตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังเผชิญแรงขายอย่างหนัก หลังนักลงทุนเพิ่มเดิมพันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงลดลงไม่เร็วอย่างที่คาดแรงขายดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Treasury Yield พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24  พฤศจิกายน 2026 (ตามเวลาสหรัฐฯ) Yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 5.501% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2004 ขณะที่ Yield อายุ 10 ปี พุ่งมากกว่า 10 Basis Points (0.10%) แตะ 5.223% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007 ส่วน Yield อายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 Basis Points มาอยู่ที่ 4.941%

การเคลื่อนไหวรอบนี้ต่อเนื่องจากแรงขายเมื่อวันพุธ ซึ่ง Yield อายุ 10 ปี กระโดขึ้ยในวันเดียวกันมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2025 หรือช่วงที่ตลาดปั่นป่วนจากการประกาศภาษีนำเข้า “Liberation Day” ของประธานาธิบดีทรัมป์

ทั้งนี้ราคาพันธบัตรกับ Yield เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวสวนทางกัน กล่าวคือ เมื่อมีแรงขายพันธบัตรออกมามาก ราคาพันธบัตรจะลดลง ดังนั้นผ้ซื้อรายใหม่จึงได้รับผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไปสูงขึ้น Yield จึงพุ่งขึ้นในวันที่ตลาดบอนด์ถูกเทขาย  

ทำไมตลาดถึงเทขายพันธบัตร?

จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการที่ตลาดเริ่มมองว่า ดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจต้องสูงกว่าที่เคยคาดไว้ โดยมีตัวเร่งหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน

ด้านแรก คือ ข้อมูลเศรษฐกิจ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของ S&P Global ที่ออกมาร้อนแรงกว่าคาด สะท้อนว่าเศรษบกิจสหรัฐฯยังขยายตัวดี และแรงกดดันด้านราคากำลังกระจายวงกล้างขึ้น 

ด้านที่สอง คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณสนับสนุนการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ระดับกว่า 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ด้านที่สาม คือ ท่าทีของเจ้าหน้าที่ Fed ที่ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ Michael Barr สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ Fed ระบุว่า อาจจำเป็นต้องมีการปรับนโยบายเพิ่มเติมเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย ขณะที่ John Williams ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก ระบุว่า การคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ถือเป็นสมมติฐานที่ “สมเหตุสมผล”

ข้อมูลจาก CME Group FedWatch Tool ณ วันที่ 24 กันยายน ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 75% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากประมาณ 49% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน

แรงขายยังไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่กระจายไปยังตลาดพันธบัตรทั่วโลก โดย Yield พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1996 ขณะที่ Yield พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ เยอรมนี และหลายประเทศในยุโรปต่างปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

Mike Sanders หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ของ Madison Investments มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นแรงกดดันหลายด้านที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งนโยบายการคลัง เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน ซึ่งทำให้ตลาดพันธบัตรเข้าสู่สภาวะที่ไม่คุ้ยเคย และการขึ้นของ Yield ในรอบนี้ก็ไม่อาจอธิบายด้วยความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป 

Bond Yield พุ่ง ส่งผลกระทบอย่างไร ?

ประเด็นสำคัญคือ Bond Yield ของสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในตลาดพันธบัตร แต่ถูกใช้เป็น “ราคาตั้งต้นของเงิน” ในระบบการเงินโลก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเชื่อมโยงกับต้นทุนทางการเงินหลายประเภท ตั้งแต่ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ไปจนถึงต้นทุนการระดมทุนของบริษัท หาก Yield อยู่ในระดับสูง ผลกระทบจึงส่งต่อเป็นทอด ๆ

หากตลาดเชื่อว่า Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หรือจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่เคยคาด ต้นทุนการกู้ยืมในระบบก็มีแนวโน้มถูกกดดันให้อยู่ในระดับสูงตามไปด้วย และเมื่อการกู้เงินแพงขึ้น บริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากหรือมีหนี้สูงจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น กระทบกำไร การลงทุน และการขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้เมื่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10-30 ปี ให้ผลตอบแทนมากกว่า 5% นักลงทุนย่อมต้องชั่นน้ำหนักว่า การรับความเสี่ยงเพิ่มจากการลงทุนในหุ้นยังคุ้นค่าหรือไม่ ยิ่ง Yield สูงขึ้น หุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงยิ่งต้องให้ผลตอบแทนที่คาดหวังสูงขึ้นเพื่อดึงดูดเงินลงทุน 

เมื่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกก็มีแรงจูงใจมากขึ้นในการถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ล่าสุดดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ ซึ่งอาจกดดันกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงค่าเงินและตลาดหุ้นไทย แม้ทิศทางจริงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นประกอบด้วยก็ตาม

ดังนั้น สิ่งที่ตลาดกังวลจึงไม่ใช่เพียงการที่ Yield พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ขึ้นไปสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 แต่คือความเป็นไปได้ที่โลกอาจต้องอยู่กับ "ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด" และหาก Fed ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ผลกระทบอาจไม่หยุดอยู่แค่ตลาดบอนด์ แต่จะส่งต่อไปถึงต้นทุนการกู้เงิน การลงทุนของภาคธุรกิจ ราคาหุ้น ค่าเงิน และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก


อ้างอิงข้อมูล  CNBC  , AXIOS , Yahoo Finance









Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ