
สี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ หารือระดับผู้นำระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2026 โดยมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีและสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ
11 ปี หลังการเยือนวอชิงตันครั้งล่าสุด สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กลับมาที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ท่ามกลางความสัมพันธ์สหรัฐฯ และจีนที่กำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ
การเยือนระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2026 เป็น State Visit ครั้งที่ 2 ของสี จิ้นผิงในสหรัฐฯ โดยครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปรับด้วยตัวเองที่ Joint Base Andrews ซึ่งถือเป็นท่าทีทางพิธีการที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับผู้นำต่างชาติ
ก่อนที่ในวันที่ 24 กันยายน ทั้งคู่จะเข้าสู่ทำเนียบขาวเพื่อร่วม State Arrival Ceremony ไปจนถึงพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว การหารือระดับผู้นำและ State Dinner ที่รวบรวมทั้งผู้นำผู้นำบริษเทดโนโลยีและตลาดการเงินสหรัฐฯไว้ในงานเดียวกัน
แม้การพบกันระหว่างทั้งสองผู้นำที่ทำเนียบขาวครั้งนี้ ไม่ได้จบลงด้วยข้อตกลงครั้งใหญ่ที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ได้ส่งสัญญาณสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ตลาดการเงิน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การต่ออายุพักรบการค้าออกไปถึงวันที่ 10 มกราคม 2027 ซึ่งเปิดเวลาให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาประเด็นที่ยังค้างอยู่ ทั้งภาษี การซื้อสินค้าสหรัฐฯ สินแร่หายาก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ขณะที่ครั้งนี้เรื่อง AI ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือเพื่อควบคุมความเสี่ยงไปพร้อมกับการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นผู้นำ
ประเด็นที่โดดเด่นที่สุดจากการหารือครั้งนี้ คือ การที่ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนหยิบแนวคิด “Thucydides Trap” หรือกับดักธูซิดิดีสขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญเพื่อพูดถึงความเสี่ยงที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอาจลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารและอาจนำไปสู่สงคราม
แนวคิดดังกล่าวใช้เรียกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจเดิมต้องเผชิญกับมหาอำนาจที่กำลังเติบโตขึ้นและการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งในบริบทปัจจุบัน จีนกำลังขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจเดิมที่ครองบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงโลก
สี จิ้นผิง ระบุว่า สหรัฐฯ และจีนเป็นสองประเทศมหาอำนาจที่ต่างมีผลประโยชน์จากความร่วมมือ และต่างสูญเสียจากการเผชิญหน้า พร้อมเสนอให้กองทัพของทั้งสองประเทศรักษาการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ และพัฒนากลไกสำหรับการสื่อสารและป้องกันวิกฤตโดยหากสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ได้
ขณะที่ทรัมป์อ้างถึงประวัติศาสตร์ร่วมกันของสองประเทศ เพื่อเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือ โดยระบุว่าสหรัฐฯ และจีนสามารถบรรลุสิ่งต่างๆ ได้มาก หากร่วมมือกันบนผลประโยชน์ร่วม พร้อมยกตัวอย่างความเป็นพันธมิตรของทั้งสองประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการต่อต้านญี่ปุ่น
ในเชิงเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงขยาย Trade Truce หรือการพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน จากกำหนดเดิมในเดือนพฤศจิกายน จนถึงวันที่ 10 มกราคม 2027
Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การต่อเวลาจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลามากขึ้นในการหาทางออกด้านเศรษฐกิจ ในภาคธุรกิจผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนสถานการณ์ที่คุ้นเคย คือ อัตราภาษียังคงอยู่ในระดับต่ำลงในระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจยังต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนของนโยบายที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สำหรับตลาดการเงิน การต่อเวลาครั้งนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงระยะสั้น เพราะบริษัททั่วโลกยังมีเวลาปรับห่วงโซ่อุปทานและประเมินนโยบายการค้าต่อไปเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตามแม้จะช่วยลดความเสี่ยงของการกลับไปสู่สงครามภาษีในทันที แต่ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจะจบลงในทันที เนื่องจากการพักรบครั้งนี้ยังไม่ใช่ข้อตกลงถาวร เพราะประเด็นสำคัญยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจา ทั้ง ภาษีศุลกากร การซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ การส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) การเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึงข้อจำกัดด้านชิปและเซมิคอนดักเตอร์
ประเด็นเรื่อง AI กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สหรัฐฯ และจีนได้ชัดที่สุด เนื่องจากทั้งสองผู้นำยังคงแสดงมุมมองที่แตกต่างกัน
ในด้านหนึ่ง ทั้งสองประเทศกำลังแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อเป็นผู้นำ AI โดยสหรัฐฯ พยายามจำกัดการเข้าถึงซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ผลิตขั้นสูงเพื่อชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ขณะที่บริษัทจีนกำลังเร่งพัฒนาโมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองเพื่อลดช่องว่างกับสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งสองประเทศเริ่มมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีช่องทางสื่อสารเรื่อง AI Safety
ก่อนการประชุม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้เสนอแนวคิดจัดตั้งกลไกแจ้งเตือนระหว่างสองประเทศ หากเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับ AI ที่มีนัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการหารือเรื่องความโปร่งใสและความเสี่ยงจากการใช้ AI ในทางที่ผิด
โดย สี จิ้นผิง ได้กล่าวไว้ว่า ในฐานะประเทศชั้นนำด้าน AI ทั้งสหรัฐฯ และจีนจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการการเติบโตของเทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งสองประเทศสามารถเดินหน้าหารือด้าน AI และร่วมกันป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดได้ จึงเกิดภาพที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อสร้าง AI ที่ทรงพลังที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ AI กลายเป็นตัวเร่งความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
ภาพจาก State Dinner ที่ทำเนียบขาวยิ่งทำให้บทบาทของเทคโนโลยีและเงินทุนชัดเจนขึ้น เมื่อทรัมป์เชิญทั้งผู้นำซิลิคอนวัลเลย์ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาร่วมงานเดียวกับสี จิ้นผิง
ฝั่งเทคโนโลยีมี Jensen Huang แห่ง Nvidia, Tim Cook แห่ง Apple, Lisa Su แห่ง AMD, Sam Altman แห่ง OpenAI, Sundar Pichai แห่ง Google รวมถึงผู้บริหารจาก Meta, Microsoft, Amazon และ Tesla ขณะที่ฝั่งตลาดทุนมี Jamie Dimon จาก JPMorgan, Jane Fraser จาก Citigroup, David Solomon จาก Goldman Sachs และ Stephen Schwarzman จาก Blackstone
ที่น่าสนใจ คือ Jensen Huang และ Lisa Su อยู่ในอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบโดยตรงจากนโยบายควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ ขณะที่ Nvidia เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างตลาดจีนกับข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของรัฐบาลสหรัฐฯ การจัดโต๊ะดังกล่าวจึงสะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของซิลิคอนวัลเลย์ แต่เป็นเรื่องของเงินทุน ตลาด และยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับบริษัทในตลาดทุนโดยตรง
หากมองภาพรวม การพบกันของโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ในครั้งนี้สะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ของสองมหาอำนาจ ที่พยายามสร้างขอบเขตให้การแข่งขันระหว่างสองประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยไม่หลุดไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
เพราะในโลกที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนเชื่อมโยงกัน เทคโนโลยี AI ต้องพึ่งพาเงินทุนและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และบริษัทอย่าง Nvidia, Apple, AMD, Microsoft, Google รวมถึงสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ต่างมีส่วนได้เสียกับทิศทางของสองประเทศ และสิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือทั้งสองประเทศจะสามารถแข่งขันด้าน AI ชิป และเทคโนโลยีได้โดยไม่ปล่อยให้การแข่งขันนั้นกลายเป็นความขัดแย้งระดับโลกได้หรือไม่หลังจากนี้
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney