
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ในวันนี้ (24 ก.ย. 2569) หลังความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจยังอยู่ในจังหวะที่ต้องประคองทั้งเรื่องการค้า เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน
แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะออกมาในทิศทางบวกมากขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ และจีนสามารถตกลงขยายข้อตกลงพักรบทางการค้าออกไปถึงวันที่ 10 ม.ค. 2570 จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดในวันที่ 10 พ.ย.นี้
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญคือรายละเอียดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการพบกัน ทั้งเรื่องภาษี การควบคุมการส่งออกชิปและเทคโนโลยี AI ตลอดจนแร่หายาก ซึ่งล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับกำไรของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
สำนักข่าว AP รายงานว่า สี จิ้นผิง เดินทางถึงวอชิงตันเป็นการเยือนระดับรัฐครั้งแรกของผู้นำจีนในรอบกว่า 10 ปี โดยทรัมป์ไปรอต้อนรับถึงฐานทัพอากาศ Joint Base Andrews ด้วยตัวเอง
วันนี้ (24 ก.ย.) สองผู้นำจะเข้าห้องปิดคุยประเด็นหนัก ก่อนร่วมงานเลี้ยงรับรองที่มีผู้บริหารสายเทคโนโลยีอย่าง Jensen Huang และ Elon Musk ร่วมด้วย แม้ภาพภายนอกจะอบอุ่น แต่ทั้งสองประเทศยังแข่งขันกันดุเดือด จึงไม่มีใครคาดหวังดีลใหญ่ เป้าหมายหลักคือประคองความสัมพันธ์ไม่ให้สะดุด
เรื่องที่ร้อนที่สุดคือ AI สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป AI ที่แรงที่สุดไปจีน และกล่าวหาว่านักพัฒนาจีนดูดความสามารถจากโมเดล AI ของสหรัฐฯ ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าจะไม่ชะลอการพัฒนา
นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังขึ้นบัญชีดำบริษัทของกันและกัน เช่น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ห้าม Alibaba, BYD และ Baidu รับงานกลาโหม จีนก็ตอบโต้ด้วยการคุมการส่งออกโดรน ส่วนเรื่องภาษี รัฐบาลทรัมป์หาทางเก็บเพิ่มผ่านช่องทางอื่น หลังศาลสูงตีตกภาษีชุดเดิม
และยังมีประเด็นการเมืองพ่วงมาด้วย ทั้งเรื่องอิหร่านและเรื่องไต้หวัน ตลาดจึงไม่ได้ลุ้นแค่ว่าสองผู้นำจะจับมือกันหรือไม่ แต่ลุ้นว่าแต่ละเรื่องจะผ่อนปรนกันได้แค่ไหน
การพบกันของสองผู้นำมหาอำนาจ จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อทิศทางการค้าโลก แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเด็น “การค้า-ชิปและ AI-แร่ Rare Earth”
ซึ่งผลการหารือในแต่ละด้านอาจสร้างแรงหนุนให้กับหุ้นแตกต่างกัน ขณะที่นักลงทุนต้องระวังแรงขายทำกำไร หากผลออกมาไม่เป็นไปตามความคาดหวังของตลาด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า การที่สหรัฐฯ และจีนตกลงขยายข้อตกลงพักรบทางการค้าออกไปถึง 10 ม.ค. 2570 เป็นบวกต่อ Sentiment ตลาด และเป็นผลดีต่อหุ้นที่เชื่อมโยงกับการค้าโลก โดยเฉพาะ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และนิคมอุตสาหกรรม แต่ผลบวกอาจจำกัด หากการประชุมไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่ ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จากการพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” โดยมองว่าตลาดได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปบางส่วนแล้ว หากผลการหารือไม่คืบหน้ามากกว่าที่คาด อาจเกิดแรง Sell on Fact ได้
โดยประเมินสถานการณ์เป็น 3 Scenario ดังนี้
1. ต่ออายุพักรบทางการค้า - เป็นบวกต่อกลุ่ม China Tech และ Consumption โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ BABA80, JD80, TENCENT80, BIDU80 และ HKTECH13 ขณะที่หุ้น EV จีนอาจได้ประโยชน์จำกัด เพราะสหรัฐฯ ยังมีแรงต่อต้านการเปิดตลาดให้ผู้ผลิตจีน
2. ผ่อนคลายข้อจำกัดชิปและ AI - หากสหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านชิปและ AI จะเป็นบวกต่อกลุ่ม Semiconductor ช่วยลด Geopolitical Discount และเพิ่มโอกาสด้านยอดขายและ Supply Chain เป็นบวกต่อ NVDA80, AMD80, QCOM23, TSEMI23 และ ASML01
3. ผ่อนคลายข้อจำกัด Rare Earth - จะเป็นบวกต่อกลุ่ม Industrial, Auto และ Technology Supply Chain จากความเสี่ยงด้านวัตถุดิบที่ลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจกดดันผู้ผลิต Rare Earth ในสหรัฐฯ โดย MP23 เป็นหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบ
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทรัมป์-สี” จะสามารถบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่ได้หรือไม่ แต่คือรายละเอียดและระดับความผ่อนคลายของมาตรการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังการพบกัน ซึ่งต้องติดตามว่าทิศทางหลังจากนี้จะสามารถเปลี่ยนบรรยากาศเชิงบวกมาสู่ภาพรวมการลงทุนได้อย่างไร
ที่มา: AP, abcnews, เอเซีย พลัส, บล. กสิกรไทย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney