
ทิ้งค้างไว้จากสัปดาห์ก่อนเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่ถ่างออกจากกันกว้างขึ้น กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บ่อนทำลายความสงบสุขของผู้คนในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม
จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า วิกฤติโควิด-19 ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เผชิญปัญหารายได้ลดลง หรือขาดรายได้ โดยกลุ่มที่ขาดรายได้มากที่สุดก็คือ กลุ่มลูกจ้างในภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
เมื่อขาดรายได้ หรือเงินที่ได้จากการไปรับจ้างทำงานใหม่ไม่พอเลี้ยงปากท้อง เงินออมที่มีอยู่ก็ต้องลดลง จนต้องไปพึ่งพาความช่วยเหลือจากแหล่งอื่นหรือต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา กระทั่งตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศล่าสุดในปี 2564 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 89.3
ลำดับชั้นของคนจนในประเทศไทยยังพบว่าเพิ่มขึ้นด้วย โดยคนจนที่สุดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 และจนรองลงมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และทั้งสองกลุ่มนี้จำเป็นต้องขอรับการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐสูงถึงร้อยละ 30-60
รายได้ที่ลดลง หรือขาดหายไป ซ้ำเติมให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยย่ำแย่ลง และกระทบเป็นลูกโซ่ถึงการใช้จ่าย การผลิต สุดท้ายก็ฉุดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้ต่ำลง
โจเซฟ.อี.สติกลิสซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลพูดถึง “ความเหลื่อมล้ำ” ว่ามันมีราคาที่พวกเราต้องจ่าย และจ่ายแพงลิบลิ่วด้วย หากทั้งหมดย้อนกลับมาทำร้ายผู้คนในประเทศ
ราคาของความเหลื่อมล้ำนี้มีผลพวงมาจากระบบการเมืองที่ล้มเหลว ส่งผลต่อเนื่องทำให้ระบบเศรษฐกิจไร้เสถียรภาพ ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้มีมากขึ้นไปอีกจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์
ในวิกฤติโควิด-19 ทำให้เรายิ่งเห็นความเลวร้ายของความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระดับสูงมาก จนเกิดร่องรอยร้าวลึกระหว่างคนรวยที่เข้าถึงระบบสาธารณสุข และการแพทย์ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพดีกว่า ยา หรือการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล
ส่วนคนจนและคนชั้นกลาง ไม่ได้รับแม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นๆจากภาครัฐ ภาคการเมือง และโรงพยาบาลเอกชนอย่างที่ควรจะเป็น
สติกลิสซ์ระบุว่า นี่คือการครอบงำของอำนาจเงินที่สามารถซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งความตาย ที่แย่กว่านั้น อำนาจเงินกำจัดสวัสดิการของรัฐที่มีให้แก่คนยากจน และชนชั้นกลาง กระเด็นออกไปไกลจนเข้าไม่ถึง
จริงๆมีผู้ให้คำจำกัดความ และที่มาของความเหลื่อมล้ำนี้มากมายทั้งในและต่างประเทศ แต่ทุกที่มาระบุตรงกันว่า ปัญหาเริ่มต้นจากระบบการเมืองที่ล้มเหลว ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจประชาธิปไตย สิทธิ และความชอบธรรมตามกฎหมาย
ถึงตรงนี้ มิสไฟน์ อยากดึงเข้าเรื่อง “ตื่น ฟื้น ฝัน” หัวข้อการเสวนาของ ไทยรัฐกรุ๊ป เพื่อเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า การเมืองจะดี เศรษฐกิจจะฟื้นและลดความเหลื่อมล้ำลงได้รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจะดีขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องฝัน...ขึ้นอยู่กับตัวเราเองเป็นสำคัญ.
มิสไฟน์