
ByteDance บริษัทแม่ TikTok หารือเปิดรับผู้ร่วมทุนเพิ่ม ลบคำสบประมาทภาพลักษณ์แอปจากจีน หลีกเลี่ยงปมขัดแย้งระหว่างประเทศ
จับตามองกันอีกรอบ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok เผย กำลังหาผู้ร่วมทุนเพิ่ม สำหรับแอปพลิเคชันยอดนิยม โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่จะแบนการใช้งานแอป TikTok ภายในสหรัฐฯภายในเดือนนี้ แม้ว่าจากการสำรวจอเมริกาจะเป็นประเทศที่มีกลุ่มผู้ใช้งานแอป TikTok มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและจีน
ทั้งนี้ ทางสหรัฐฯให้เหตุผลว่า เป็นความกังวลด้านภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย ที่กลัวว่าจะมีการนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งล่าสุดทาง TikTok ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาแล้วว่า ไม่เป็นความจริง
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวลือหนาหูว่า กลุ่มนักลงทุ่นสหรัฐฯกลุ่มเล็กๆ ในบริษัทแม่อย่าง ByteDance กำลังเจรจาหารือกับบรรดาผู้สนับสนุนหลัก รวมไปถึงผู้บริหารระดับสูง ภายใต้แผนนโยบายดังกล่าว และความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเปิดรับผู้ร่วมทุนใหม่ ซึ่งรวมไปถึงบริษัทการลงทุน Sequoia และ General Atlantic ด้วย เนื่องจากตอนนี้ TikTok กลายเป็นแอปพลิเคชันที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และยังเป็นที่เพ่งเล็งของชาติมหาอำนาจอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ทางด้านโฆษกของ TikTok ได้ออกมาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในรายละเอียดของการเจรจาข้อตกลงใดๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ TikTok ได้เอาใจสหรัฐฯโดยการประกาศจ้างงานนับหมื่นอัตราในสหรัฐอเมริกา โดยสำนักข่าวreuters รายงานเมื่อ 21 กรกฎาคม 2563 ว่า บริษัท ByteDance ประกาศแผนจะจ้างงานในสหรัฐฯ จำนวน 10,000 อัตรา ในช่วงอีก 3 ปีข้างหน้า โดยในขณะนี้มีการจ้างงานในสหรัฐฯ แล้ว 1,400 อัตรา ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่มีการจ้างงานในสหรัฐฯ ไม่ถึง 500 อัตราเท่านั้น
อาจมองได้ว่า การพยายามหาผู้ร่วมทุนเพิ่ม เป็นแนวคิดที่ถูกเสนอขึ้นมาเพื่อลบภาพลักษณ์ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่มาจากจีน และหลีกเลี่ยงประเด็นปมขัดเเย่งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ เพราะอย่างไรก็ตาม การพูดคุยที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการเสนอไอเดียและปรึกษากันในขั้นต้นในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ที่ทาง ByteDance จะนำแผนนี้ไปพิจารณาและตรวจสอบโดยละเอียด ท่ามกลางความกดดันของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการบีบบังคับให้ทาง TikTok ถอนการขายแอปพลิเคชันออกจากอเมริกา
คงต้องมาลุ้นกันต่อว่า ฝ่ายรัฐบาลทรัมป์ จะพิจารณาถึงแผนร่วมทุนดังกล่าวหรือไม่ ทางสหรัฐฯจะยอมร่วมมือ เพื่อทางเลือกที่จะมีผลดีต่ออนาคตของทุกฝ่าย และก้าวผ่านมุมมองที่ฝ่ายตนคิดว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงเเห่งชาติหรือไม่.
แหล่งที่มา : The New York Times, Theinformation, Thedailyjamesonline, Todaysglobalmedia