แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองตลาดอสังหายังอ่อนตัว ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 1.5 หมื่นล้าน

Business & Marketing

Marketing & Trends

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองตลาดอสังหายังอ่อนตัว ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 1.5 หมื่นล้าน

Date Time: 22 ม.ค. 2569 07:45 น.

Summary

  • แลนด์แอนด์เฮ้าส์เปิดแผนธุรกิจปี 2569
  • ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัว
  • จากเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแรง
  • เน้นบ้านระดับกลางบนคุมต้นทุนหนี้สิน
  • ตั้งเป้ายอดขาย 15,000 ล้านบาท
  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท
  • รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า 9,900 ล้านบาท
  • พร้อมเดินหน้าบริหารความเสี่ยงและรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน

Latest

กลุ่ม BTS รุกเกมใหม่ พลิกVERSO เป็นWycombe Abbey ปั้นโรงเรียนนานาชาติระดับโลก ค่าเทอมทะลุหลักล้าน

นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 ยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลง 18% จากปีก่อน สะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนตัวในทุกประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม


ด้านอุปทาน ข้อมูลจาก บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) ชี้ว่าการเปิดโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงราว 33% จากปีก่อน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ชะลอการลงทุน โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งแม้จำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงกว่า 40% แต่ยังมีอุปทานสูงกว่าความต้องการซื้อเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ส่งผลให้การแข่งขันยังอยู่ในระดับสูง


สำหรับตลาดคอนโดมิเนียม แม้จำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง แต่ความต้องการซื้อยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน โดยในปี 2568 ยอดขายได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม ก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นในครึ่งหลังของปี


บ้านแนวราบยังเป็นรายได้หลัก กรุงเทพฯ ยังครองสัดส่วนสูง


ในปี 2568 สินค้าบ้านแนวราบยังเป็นธุรกิจหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนราว 87% ของยอดขายรวม ขณะที่คอนโดมิเนียมอยู่ที่ประมาณ 13% ณ สิ้นปี บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขาย 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท


เมื่อพิจารณาตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก สร้างยอดขายถึง 86% ของทั้งหมด โดยเกือบ 60% มาจากกลุ่มบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท สะท้อนการโฟกัสตลาดระดับกลาง–บนที่ยังมีกำลังซื้อและความต้องการชัดเจนกว่า


ชะลอเปิดโครงการ คุมการลงทุน รักษาสภาพคล่อง


ปี 2568 บริษัทเปิดโครงการใหม่เพียง 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน และเลื่อนการเปิดโครงการ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก มูลค่า 2,200 ล้านบาท ไปเป็นปี 2569 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐหน้าโครงการยังไม่พร้อมใช้งาน ขณะที่ระหว่างปีไม่มีการซื้อที่ดินเพิ่มเติม โดยบริษัทยังมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาเพียงพอต่อแผนงานในอนาคต


ฐานะการเงินยังแข็งแรง แม้รายได้ให้เช่าหดตัว


ขณะที่นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน กล่าวว่า บริษัทมีฐานะการเงินมั่นคง จากการบริหารสภาพคล่องและพอร์ตสินทรัพย์ลงทุน โดยในปีที่ผ่านมาได้ออกหุ้นกู้รวม 13,200 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน


ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 64,000 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%


สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า รายได้ปี 2568 คาดว่าจะลดลงราว 12% จากปีก่อน จากการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การเปิดโรงแรมใหม่ในประเทศเร็วกว่ากำหนด ช่วยพยุงกระแสรายได้ในระยะกลาง


เปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง คุมหนี้ เดินหน้าธุรกิจให้เช่า


ส่วนนายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ปี 2569 บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ระดับกลาง–บน มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา–วงแหวน


รวมแล้ว บริษัทจะมีโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จำนวน 69 โครงการ มูลค่ารวมราว 80,000 ล้านบาท พร้อมตั้งงบลงทุน 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อที่ดิน 2,000 ล้านบาท และลงทุนธุรกิจให้เช่า 2,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าลดอัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิลงมาใกล้ระดับ 1 เท่า ณ สิ้นปี


บริษัทเตรียมเปิดโรงแรม Grande Centre Point Voyage พัทยา ในเดือนตุลาคม 2569 และมีแผนขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทรัสต์ รวมถึงออกหุ้นกู้ราว 15,000 ล้านบาท เพื่อบริหารโครงสร้างหนี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ