
นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 ยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลง 18% จากปีก่อน สะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนตัวในทุกประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม
ด้านอุปทาน ข้อมูลจาก บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) ชี้ว่าการเปิดโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงราว 33% จากปีก่อน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ชะลอการลงทุน โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งแม้จำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงกว่า 40% แต่ยังมีอุปทานสูงกว่าความต้องการซื้อเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ส่งผลให้การแข่งขันยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับตลาดคอนโดมิเนียม แม้จำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง แต่ความต้องการซื้อยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน โดยในปี 2568 ยอดขายได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม ก่อนจะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นในครึ่งหลังของปี
บ้านแนวราบยังเป็นรายได้หลัก กรุงเทพฯ ยังครองสัดส่วนสูง
ในปี 2568 สินค้าบ้านแนวราบยังเป็นธุรกิจหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนราว 87% ของยอดขายรวม ขณะที่คอนโดมิเนียมอยู่ที่ประมาณ 13% ณ สิ้นปี บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขาย 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาตามพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก สร้างยอดขายถึง 86% ของทั้งหมด โดยเกือบ 60% มาจากกลุ่มบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท สะท้อนการโฟกัสตลาดระดับกลาง–บนที่ยังมีกำลังซื้อและความต้องการชัดเจนกว่า
ชะลอเปิดโครงการ คุมการลงทุน รักษาสภาพคล่อง
ปี 2568 บริษัทเปิดโครงการใหม่เพียง 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน และเลื่อนการเปิดโครงการ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก มูลค่า 2,200 ล้านบาท ไปเป็นปี 2569 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐหน้าโครงการยังไม่พร้อมใช้งาน ขณะที่ระหว่างปีไม่มีการซื้อที่ดินเพิ่มเติม โดยบริษัทยังมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาเพียงพอต่อแผนงานในอนาคต
ฐานะการเงินยังแข็งแรง แม้รายได้ให้เช่าหดตัว
ขณะที่นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน กล่าวว่า บริษัทมีฐานะการเงินมั่นคง จากการบริหารสภาพคล่องและพอร์ตสินทรัพย์ลงทุน โดยในปีที่ผ่านมาได้ออกหุ้นกู้รวม 13,200 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 64,000 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า รายได้ปี 2568 คาดว่าจะลดลงราว 12% จากปีก่อน จากการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การเปิดโรงแรมใหม่ในประเทศเร็วกว่ากำหนด ช่วยพยุงกระแสรายได้ในระยะกลาง
เปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง คุมหนี้ เดินหน้าธุรกิจให้เช่า
ส่วนนายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ปี 2569 บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ระดับกลาง–บน มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์–พรานนก และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา–วงแหวน
รวมแล้ว บริษัทจะมีโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 จำนวน 69 โครงการ มูลค่ารวมราว 80,000 ล้านบาท พร้อมตั้งงบลงทุน 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นซื้อที่ดิน 2,000 ล้านบาท และลงทุนธุรกิจให้เช่า 2,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าลดอัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิลงมาใกล้ระดับ 1 เท่า ณ สิ้นปี
บริษัทเตรียมเปิดโรงแรม Grande Centre Point Voyage พัทยา ในเดือนตุลาคม 2569 และมีแผนขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทรัสต์ รวมถึงออกหุ้นกู้ราว 15,000 ล้านบาท เพื่อบริหารโครงสร้างหนี้