
Met Gala กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกต่างพูดถึง นอกจากเรื่องของแฟชั่น ความหรูหรา และเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์แล้ว ปี 2026 นี้กลับถูกวิจารณ์หนักจากประเด็นที่มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon อย่าง Jeff Bezos และภรรยา Lauren Sánchez Bezos ได้สนับสนุนเงินจำนวนกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมนั่งเป็นเจ้าภาพร่วมกับ Anna Wintour และคนดังคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams
กระแสที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิด “แรงต้านมหาเศรษฐี” และสะท้อนภาพ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่ช่องว่างระหว่างมหาเศรษฐีกับคนทำงานธรรมดาเริ่มกว้างมากขึ้น ส่งผลให้ “ค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการแฟชั่น” อย่างคืนที่มีการจัด Met Gala ณ ใจกลางมหานครนิวยอร์กในปีนี้นั้นถูกมองว่าเป็นการสร้าง “สังคมที่ยกย่องมหาเศรษฐีมากเกินไป”
โดยปกติแล้วงาน Met Gala นั้นจัดขึ้นเพื่อระดมทุนให้กับ Costume Institute ของ The Metropolitan Museum of Art เพื่อสนับสนุนงานหลายด้าน ทั้งอนุรักษ์ วิจัย และจัดแสดงแฟชั่นในฐานะศิลปะระดับโลก ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้ก็ถูกใช้เป็นพื้นที่เดินพรมแดงของคนมีหน้ามีตาในสังคมและวงการแฟชั่น ตั้งแต่นักแสดง นักร้อง นางแบบ ไปจนถึงมหาเศรษฐี ซึ่งปีนี้ก็นำโดย Tech Bros มากหน้าหลายตา
ก่อนหน้านี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money เคยอธิบายโมเดลหาเงินของงาน Met Gala และการนำเงินที่ระดมทุนได้ไปใช้ในด้านต่าง ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงโลกแฟชั่น ในบทความนี้ จะพาไปเจาะลึกประเด็นร้อนของ The 2026 Met Gala ครั้งนี้ที่เหล่าบิ๊กเทคตบเท้าเข้ามาร่วมงานสายแฟชั่น ทำไมพวกเขาเหล่านี้หันมาสนับสนุนงานการกุศลด้านศิลปะ และเปิดตัวอย่างจริงจังบนงานพรมแดงนี้?
ย้อนกลับไปในปี 1948 งานกาล่านี้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรก นำโดย Eleanor Lambert นักเขียนด้านแฟชั่นชื่อดัง ที่ต้องการจะช่วยระดมทุนให้กับการเปิดตัว Costume Institute จึงวางแผนจัดงานที่เรียกว่า Met Gala ขึ้นมาเพื่อช่วยหาเงินสนับสนุนสถาบัน ซึ่งงานในครั้งนั้นเปิดขายตั๋วเข้างานในราคาเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงแรก Met Gala จัดงานขึ้นทั่วนิวยอร์ก เชื้อเชิญคนในสังคมระดับสูงและคนมีหน้ามีตาในวงการแฟชั่นมาร่วมรับประทานมื้อค่ำ ก่อนที่งานจะถูกจัดขึ้นที่ The Metropolitan Museum of Art ในทุกวันจันทร์แรกของเดือนพฤษภาคม และกลายเป็นงานที่ทั่วโลกจับตามอง
เวลาผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือปี 1995 ที่ Anna Wintour ที่ตอนนั้นเป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Vogue เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้ร่วมจัดงาน (Co-Chair) และยกระดับงานจากงานเลี้ยงสังคม มาเป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรมระดับโลกที่ทุกคนจำภาพความหรูหรากันได้มาจนถึงทุกวันนี้
ธีมในงาน Met Gala จะเปลี่ยนแปลงไปทุกปีตามที่พิพิธภัณฑ์กำหนดขึ้น ซึ่งในปี 2026 นี้งานมาในธีม Costume Art ภายใต้เดรสโค้ด Fashion Is Art เพื่อให้สอดคล้องกับนิทรรศการฤดูใบไม้ผลิของพิพิธภัณฑ์ ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแฟชั่นกับร่างกาย
เงินทั้งหมดที่หาได้จากการจัดเลี้ยงมื้อค่ำของ Met Gala ทุกบาททุกสตางค์จะเข้าสู่ Costume Institute ที่จะต้องดูแลวัตถุที่สำคัญของโลกแฟชั่นที่มีอายุกว่า 7 ทศวรรษ จำนวนกว่า 33,000 ชิ้น โดยรายได้จะถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบให้กับทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการแฟชั่น ตั้งแต่นิทรรศการสำคัญ คลังสะสมประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์โบราณวัตถุแฟชั่น ไปจนถึงการลงทุนพัฒนางานวิจัยเชิงวิชาการ และเงินเดือนพนักงาน 29 ชีวิต
แต่ละปีงานจะมีการจัดจำหน่ายบัตรเข้างานสำหรับบุคคล ขายโต๊ะ ตลอดจนหาสปอนเซอร์ทั้งจากอุตสาหกรรมแฟชั่น สื่อ การเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดงาน ซึ่งปีนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับ Met Gala จากการระดมทุนได้สูงถึง 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย Jeff Bezos และภรรยาที่สนับสนุนไปถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยอดรายได้นี้สูงกว่าปี 2025 ที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากราคาบัตรเข้างานที่สูงขึ้น ประกอบไปด้วย
ส่วนสปอนเซอร์ที่ต้องการจะสนับสนุนในงานนั้น ก่อนหน้านี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จะได้รับสิทธิพิเศษหรือเข้าร่วมแบบมีความสอดคล้องกับธีมการจัดงาน อย่างเช่น ปี 2016 ที่ทาง Apple สนับสนุนธีม “Manus x Machina” หรือในปี 2019 ที่ Gucci สนับสนุนธีม “Camp: Notes on Fashion” เป็นต้น ซึ่งปีนี้แน่นอนว่าผู้สนับสนุนรายใหญ่คือ Jeff Bezos และ Lauren Sánchez Bezos ที่ได้นั่งเป็น Co-Chair ร่วมจัดงานด้วยนั่นเอง
และหากมองย้อนกลับไปในแต่ละปี รายได้ของงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการขยับขึ้นของราคาค่าเข้างาน โดยปี 2022 รายได้ของ Met Gala อยู่ที่ราว 17.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะขยับมาแตะ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ทำได้ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และ 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
หากถามว่าทำไม Met Gala ถึงถูกต่อต้านหนัก คำตอบเด่น ๆ คือ การเข้ามามีส่วนร่วมของเหล่าผู้บริหาร และมหาเศรษฐีจากบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ ที่ต่อคิวมาเดินพรมแดงที่ก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่ของเหล่านักแสดง นักร้อง นางแบบ และสไตลิสต์ที่จะมาปล่อยของ ซึ่งปีนี้มีรายชื่อ Tech Bros ที่มาเดินพรม จน Vanity ให้สมญางานนี้ว่าเป็น Tech Gala ประกอบไปด้วย
ยังมี Mark Zuckerberg และภรรยา Priscilla Chan เข้าร่วมงานแบบเงียบ ๆ ไม่เดินพรม (แถมยังได้นั่งโต๊ะเดียวกับ Anna Wintour) ซึ่ง Jeff Bezos เองก็เปิดทางให้ภรรยาเดินพรมคนเดียว ก่อนจะแชะภาพบนบันไดร่วมกัน นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Meta, OpenAI, Snapchat และ Shopify ต่างก็ซื้อโต๊ะในงานด้วยเช่นกัน
ด้วยจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทุกปีนี้ นำไปสู่คำถามมากมาย จากวงการแฟชั่นก็จะมีเสียงเรียกร้องเสมอในเรื่องของจำนวนเงินและคนที่มีชื่อเสียง เนื่องจากคนที่จะมีสิทธิซื้อบัตรเข้างานนั้นก็ต้องได้รับคำเชิญเท่านั้น แถมราคาบัตรยังเพิ่มขึ้นทุกปี จนทำให้ปีนี้งานถูกวิจารณ์ว่า “สวนทางกับโลกความเป็นจริง”
ซึ่งปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของ Bezos และเหล่ามหาเศรษฐีจากโลกเทคโนโลยี แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะเคยมี Apple, Yahoo, Instagram มาร่วมงานแล้ว อีกทั้ง Amazon ยังเคยสนับสนุนมาแล้วตั้งแต่ปี 2012 ก็ตาม
แต่ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่บุคคลจากวงการเทคทำหน้าที่เป็นสปอนเซอร์หลัก เป็นครั้งแรกที่บริษัทเทคหลายรายเข้าซื้อโต๊ะในงานเดียวกัน และเป็นปีที่ทำสถิติสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ซิลิคอนวัลเลย์กลายเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเป็นแบรนด์แฟชั่นหรือดาราฮอลลีวูด
แม้ว่าก่อนหน้านี้ งานหรูหราอย่าง Met Gala จะเคยได้รับเสียงวิจารณ์ว่าเป็นงานของ Elite แล้วนั้น แต่ก็ยังได้รับการยอมรับจากวงการแฟชั่นทั่วโลกว่าเป็นงานสำคัญ แต่ปีนี้แตกต่างออกไปตรงที่กระแสต่อต้านเกิดขึ้นทั้งจากฝั่งหนุนแฟชั่นและฝั่งต่อต้านมหาเศรษฐี
รายชื่อมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่เป็นผู้บริหารบิ๊กเทค อย่าง Brin อยู่อันดับ 3 ของโลก Zuckerberg อันดับ 6 ส่วน Bezos เองก็อยู่อันดับ 4 จนทำให้ปีนี้ถูกมองว่า “แฟชั่น” อาจกลายเป็นพรมแดนใหม่ของระบบทุนนิยมในโลกเทคโนโลยี
ก่อนหน้านี้ มหาเศรษฐีดั้งเดิมนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการบริจาคให้กับสถาบันวัฒนธรรม แต่พอมาถึงยุค Tech Bros แห่งซิลิคอนวัลเลย์ กลับถูกวิจารณ์ว่าไม่สนับสนุนศิลปะดั้งเดิมมากนัก ส่งผลให้การมาเดินสายหนุนแฟชั่นของ Jeff Bezos ถูกมองว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เศรษฐียุคใหม่
ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีข่าวลือออกมาด้วยว่า Jeff Bezos พยายามจะเข้าซื้อ Condé Nast บริษัทแม่ของ Vogue เพื่อเป็นของขวัญแต่งงานชิ้นพิเศษให้กับภรรยา และเป็นความพยายามที่จะเข้าสู่วงการแฟชั่น พร้อมกันนั้น Lauren Sánchez Bezos ยังได้ขึ้นปกนิตยสาร Vogue ในชุดแต่งงาน ทำให้ข่าวลือนี้ยิ่งสร้างความสับสนและสงสัย แต่ท้ายที่สุดก็มีการออกมาตอบคำถามว่าไม่ใช่เรื่องจริง
ในด้านของผู้ที่สนับสนุนแฟชั่นและศิลปะ มีมุมมองว่า การบริจาคให้กับงานศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ในอีกมุมก็เห็นช่องว่างว่าการบริจาคเพื่อการกุศลเช่นนี้สามารถช่วยลดภาษีได้เช่นกัน
ฝั่งคนทั่วไป นับตั้งแต่มีกระแส Tax the Rich เข้ามา ผู้คนก็เริ่มคว่ำบาตร ไม่สนับสนุนคนรวยอีกต่อไป ซึ่งในระหว่างที่ Met Gala กำลังจัดเดินพรมแดงอยู่นั้น ฝั่งต่อต้านก็เคลื่อนไหวด้วยการจัดงานขนานกันไปแต่เป็นการดึงพนักงานของ Amazon ที่กำลังได้รับผลกระทบจากผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากบิ๊กเทค มารวมตัวกันจัดงานแฟชั่นในแบบฉบับของตัวเอง
นอกจากนี้ ยังมีการแปะป้ายไปทั่ว ระบุข้อความอย่าง “Boycott the Bozos Met Gala” ซึ่งกระแสเหล่านี้เกิดจากความไม่เท่าเทียม ขณะที่ Amazon บังคับพนักงานทำงานหนัก ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า และมีการเลย์ออฟคนจำนวนมาก แต่ Jeff Bezos ที่เป็นมหาเศรษฐีนั้นกลับใช้เงินจำนวนมหาศาลไปกับสิ่งที่มีมาเพื่อกลุ่ม Elite เท่านั้น
“ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังต้องดิ้นรนในโลกที่ถูกเปลี่ยนโดยดิจิทัล ผู้สร้างระบบเหล่านั้นกลับใช้ชีวิตในระดับที่ทำให้ความหรูหราของพระราชวังแวร์ซายดูธรรมดาไปเลย” ข้อความส่วนหนึ่งจาก LA Times
ดังนั้น ภาพ Met Gala 2026 ปีนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องแฟชั่น แต่กลายเป็นกระจกสะท้อนโลกทุนนิยมยุคใหม่ ที่อำนาจเงิน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมปะทะกันอย่างรุนแรง และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “ใส่อะไรมา” แต่คือ “ใครกำลังควบคุมเวทีนี้อยู่”
ที่มา: Fortune, LA Times, Vanity Fair, CNN, Business Insider
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney