
จากรายเล็กสู่ Top 10 ASW โตสวนวิกฤตอสังหาฯ ได้อย่างไร? บทเรียนการลงทุน การสร้างแบรนด์ และการปักธง Ecosystem บนเกาะภูเก็ตมูลค่า 4 หมื่นล้าน จากวิสัยทัศน์ของ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์”
ในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง บรรดาบิ๊กแบรนด์ต่างต้องปรับทัพเพื่อความอยู่รอด แต่มีอยู่หนึ่งบริษัทที่ใช้จังหวะนี้ทะยานขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดนั่นคือ AssetWise (ASW)
บทความนี้ Thairath Money ชวนแกะรอย "วิธีคิด" ของ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ซีอีโอผู้พาบริษัทสร้างตึกจากทาวน์เฮ้าส์ไม่ถึง 10 ยูนิต สู่การเป็นอสังหาฯ TOP 10 ของประเทศ พร้อมกางหมากรบกระดานล่าสุดใน "ภูเก็ต" ที่สะท้อนว่าธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันที่ตัวสินค้า แต่แข่งกันที่การสร้าง Ecosystem
หากย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ASW เติบโตมาจากดีเวลลอปเปอร์รายย่อย จนกระทั่งตัดสินใจพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดเพราะโลกกำลังเผชิญกับวิกฤต Covid-19
แต่กลายเป็นว่าวิกฤตนั้นคือก้าวสำคัญ ตลอด 5 ปีบนเส้นทางตลาดทุน ASW พิสูจน์ตัวเองด้วยผลประกอบการที่ไต่ระดับขึ้นอย่างมั่นคง ยืนหยัดท่ามกลางการถดถอยของรายใหญ่และรายเล็กในอุตสาหกรรม จนปัจจุบันกลายเป็นหุ้นดาวรุ่งที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเด่นถึง 7%
ลองมาดูกราฟการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิปีต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนถึงการวางกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งทั้งในแง่การตลาดและตัวโปรดักส์ที่ไม่ซ้ำใคร
ASW เดินเกมธุรกิจ ภายใต้แนวคิด "We Build Happiness" ซึ่งมีวิธีคิดในการขายคอนโดฯที่แตกต่างออกไป ไม่ทำโฆษณาขายห้องแบบทื่อๆ แต่เลือกใช้ Lifestyle Marketing เพื่อพาแบรนด์เข้าไปนั่งในใจของผู้คนตั้งแต่วันที่เขายังไม่มีกำลังซื้อ เพื่อสร้าง Brand Love ระยะยาว เช่น
เมื่อแบรนด์แข็งแรง บวกกับการดีไซน์ Product Hero ที่แม่นยำและไม่ซ้ำใครในตลาด ทำให้ ASW กินรวบเซกเมนต์หลักได้อยู่หมัด ตั้งแต่แบรนด์ KAVE คอนโดฯแคมปัสใกล้มหาวิทยาลัยที่ให้ส่วนกลางจัดเต็ม, แบรนด์ ATMOZ คอนโดฯ Low Rise สไตล์รีสอร์ตราคาจับต้องได้สำหรับคนทำงานเริ่มต้น, แบรนด์ MODIZ คอนโดฯระดับพรีเมียมติดรถไฟฟ้าสำหรับ White Collar ไปจนถึงการฉีกไปทำบ้านหรูริมแม่น้ำท่าจีนอย่าง "ฌาน เดอะ ริเวอร์ไซด์" หลังละ 15-30 ล้านบาท
แต่นั่นยังไม่พอ หมากล่าสุดของ ASW คือการเบนเข็มบุกน่านน้ำใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นเมืองเศรษฐีโลก
เป็นที่รับรู้กันว่า ปัจจุบัน ภูเก็ต ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับขึ้นเป็น เมืองอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอันดับ Top 4 ของโลก รองจากดูไบ ฟลอริดา และนิวยอร์ก เป็นที่เรียบร้อย ดีมานด์จากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก (HNWIs) หลั่งไหลเข้ามาปักหลักใช้ชีวิตระยะยาว ดันเรตค่าเช่าคอนโดพุ่งสูงกว่า50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งชาวต่างชาติมองว่าถูกมากเมื่อเทียบกับการนอนโรงแรมคืนละเป็นแสน
สัญญาณความพีกของเมืองภูเก็ตถูกยืนยันผ่านเมกะโปรเจกต์และโครงสร้างพื้นฐานระดับหมื่นล้าน ที่ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” เล่าให้เราฟังระหว่างลงพื้นที่ส่องการเติบโตของเมือง
และนี่อาจเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วไป เมื่อต้องการบุกตลาดใหม่ที่คุณไม่ได้ชำนาญ อย่าเริ่มนับหนึ่งใหม่เองทั้งหมด
ASW เลือกเกมการลงทุนที่ฉลาดและอุดความเสี่ยงด้วยการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ 68.87% ในแบรนด์ TITLE (ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้) ซึ่งเป็นแลนด์ลอร์ดและเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ตอยู่เดิม ดีลนี้ทำให้ ASW ได้ครอบครองเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ TITLE ทันที ทั้งฝั่งรับเหมาก่อสร้างท้องถิ่นที่มีศักยภาพ และเครือข่ายเอเจนซี่ขายต่างชาติที่ทรงพลัง ส่งผลให้พอร์ตร่วมทุนปัจจุบันเติบโตพุ่งกระฉูดถึง 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 47,447 ล้านบาท ยอดขายในภูเก็ตทำสถิติใหม่ในช่วงไฮซีซันล่าสุดพุ่งแตะ 10,517 ล้านบาท และมีที่ดินในมือรอพัฒนาต่อได้อีกมูลค่าถึง 50,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ในภูเก็ตสูงถึง 21,669 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 57% ของ Backlog ทั้งหมดของบริษัท และในปี 2569 นี้เอง แผนโอน 11 โครงการของเครือ (เป็นโปรเจกต์ในภูเก็ตสร้างเสร็จใหม่ 4 โครงการ มูลค่า 11,700 ล้านบาท) จะผลักดันให้รายได้จากภูเก็ตขึ้นมาแชร์สัดส่วนกับกรุงเทพฯ แบบ 50:50 และคาดว่าในปีหน้า รายได้จากภูเก็ตจะแซงหน้ากรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ด้วยโมเดลการขายแบบคุณภาพที่เรียกเก็บเงินดาวน์ล่วงหน้าสูงถึง 25% (รวม 4 งวด) ก่อนโอน ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อและการทิ้งโอนแทบจะเป็นศูนย์
บทเรียนสำคัญถัดมาคือ "ทำไมต้องคิดเป็น Ecosystem?" เพราะการสร้างห้องชุดเพื่อขายแบบเดิมๆ มีคู่แข่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ASW จึงสลับหมากไปสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน เพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างรายได้หมุนเวียนระยะยาว (Recurring Income)
โครงสร้างธุรกิจในภูเก็ตถูกจัดสรรไว้เป็น 3 แกนหลัก
หากถามว่าสปอตไหนน่าจับตามองที่สุดในเวลานี้ คำตอบคือ "หาดในยาง" ทำเลทองที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าสนและอุทยานแห่งชาติสิรินาถ อยู่ใกล้สนามบิน และใกล้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์สาขาใหม่
ASW วางหมากยึดหัวหาดในยางไว้แน่นหนา รวมโครงการในอนาคตจะมีถึง 7-8 โครงการในย่านนี้ ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยอย่าง The TITLE Serenity Naiyang (คอนโดฯขนาดใหญ่ 800 กว่ายูนิต), The TITLE Villa Estella Naiyang (พูลวิลล่าหรู) และ The TITLE Halo 1
ความเหนือชั้นคือ การพัฒนาแปลงที่ดิน "ติดหน้าหาดในยาง" ให้กลายเป็นอาณาจักรไลฟ์สไตล์ครบวงจร ประกอบด้วย:
กรณีศึกษาของ ASW อาจไม่ได้สอนแค่เรื่องการขายคอนโดฯ หรือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจและการลงทุนว่า การเติบโตครั้งใหญ่ มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นโอกาส
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา การเลือกเข้าซื้อเจ้าถิ่นแทนการเริ่มต้นใหม่ หรือการทุ่มทรัพยากรจำนวนมากลงบนเมืองที่หลายคนยังมองว่าเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว
ทั้งหมดคือการเดิมพันบนสมมติฐานเดียวกัน ว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป เพราะ” ธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่เป็นธุรกิจที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนคนอื่น"
และในวันนี้ ดูเหมือน ASW กำลังเดิมพันว่า "ภูเก็ต" คือการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney