
รู้หรือไม่? ห้างดังที่คนไทยเดินกันทุกวัน อยู่ภายใต้อาณาจักรของใครบ้าง และแต่ละเจ้าปั้นธุรกิจมาอย่างไร
หลังจาก CP AXTRA เปิดตัว “Happitat” บนทำเลบางนา กม.7 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา เกมค้าปลีกฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เพราะไม่ไกลกันคือ โปรเจ็กต์มิกซ์ยูส “เมกาซิตี้” (MEGA City) ที่อยู่ระหว่างขยายใหญ่ในรอบ 14 ปี
หรือ Bangkok Mall ของเดอะมอลล์กรุ๊ป โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ซึ่งกำลังเดินหน้าก่อสร้างและวางเป้าเปิดในปี 2571
ทั้ง 3 โครงการสะท้อนภาพการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกไทยได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่แข่งกันว่า “ใครมีห้างใหญ่กว่า” วันนี้โจทย์ขยับไปถึงการสร้าง Destination ที่ดึงคนให้อยู่ในพื้นที่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และเชื่อมต่อกับโรงแรม ออฟฟิศ ที่อยู่อาศัย อาหาร ความบันเทิง และประสบการณ์ต่างๆ
แต่ถ้ามองตลาดค้าปลีกไทยให้ลึกลงไป จะพบว่าผู้เล่นที่มีอำนาจในการสร้างแลนด์มาร์กขนาดใหญ่มีจำนวนไม่มากนัก เบื้องหลังห้างที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี ตั้งแต่ CentralWorld, Siam Paragon, ICONSIAM, Emporium, EmQuartier, One Bangkok ไปจนถึง Lotus’s, Makro และ Happitat ล้วนมีเรื่องราวของกลุ่มทุนและตระกูลธุรกิจที่สะสมประสบการณ์ เงินทุน ที่ดิน และเครือข่ายธุรกิจมายาวนานหลายทศวรรษ
Thairath Money ชวนเปิดแผนที่ 5 กลุ่มทุนสำคัญที่มีบทบาทในธุรกิจค้าปลีกไทย ดูตั้งแต่จุดเริ่มต้น โครงการที่สร้างชื่อ ไปจนถึงหมากใหม่ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ค้าปลีกไทย
หากพูดถึงเจ้าพ่อค้าปลีกไทยที่มี “ความถี่” ในชีวิตประจำวันสูงที่สุด ชื่อของ CP Group และตระกูลเจียรวนนท์ คงหลีกเลี่ยงได้ยาก อาณาจักรค้าปลีกของ CP ไม่ได้เติบโตจากศูนย์การค้าขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่กระจายอยู่ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ธุรกิจค้าส่ง Makro ไปจนถึง Lotus’s ทำให้มีจุดสัมผัสกับผู้บริโภคตั้งแต่การซื้อของชิ้นเล็กในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการจับจ่ายครั้งใหญ่ของครอบครัว
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ CP ขยายพอร์ตค้าปลีกผ่าน Makro และ Lotus’s จนกลายเป็นธุรกิจหลักภายใต้ CP Axtra ขณะที่การพัฒนารูปแบบค้าปลีกก็เริ่มขยับจาก “ขายสินค้า” ไปสู่พื้นที่ที่รวมอาหาร ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์เข้าด้วยกัน ล่าสุด Happitat ที่บางนา จึงน่าสนใจในฐานะอีกก้าวของเกมค้าปลีก CP เพราะถูกวางเป็น Lifestyle Destination ขนาดใหญ่ มากกว่าการเป็นพื้นที่เช่าร้านค้าเพียงอย่างเดียว
จะเห็นได้ว่า CP มีข้อได้เปรียบจากการมีธุรกิจค้าปลีกหลายรูปแบบอยู่ในมือ ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ ค้าส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึง Destination ขนาดใหญ่
เรื่องของ ตระกูลจิราธิวัฒน์ เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ก่อนที่ “เตียง จิราธิวัฒน์” และ “สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์” จะพาธุรกิจเข้าสู่โลกค้าปลีกอย่างจริงจัง
ปี 2490 เริ่มต้น Central Trading และปี 2499 เปิดห้าง Central Department Store ที่วังบูรพา ก่อนจะขยายเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผ่าน Central Pattana ในปี 2523 และเปิด Central Plaza Ladprao ในปี 2526
นี่คือจุดที่ Central เริ่มเปลี่ยนจาก “เจ้าของห้าง” มาเป็นผู้สร้าง ศูนย์กลางการใช้ชีวิต เพราะห้างถูกวางคู่กับสำนักงาน โรงแรม และพื้นที่เชิงพาณิชย์
จาก Central Ladprao สู่ CentralWorld, Central Embassy และเครือข่ายศูนย์การค้าที่กระจายไปทั่วประเทศ โมเดลของ Central จึงมีทั้งธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เดินคู่กัน วันนี้อาณาจักรยังขยายต่อ ทั้งมิกซ์ยูสใหม่ใจกลางสยาม CenTRal cENtrAL (เซ็นทรัล เซ็นทรัล) และโครงการใหม่ในพหลโยธินที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
กลุ่มเซ็นทรัล ใช้วิธีสร้างเครือข่ายศูนย์การค้าครอบคลุมพื้นที่ และใช้ธุรกิจค้าปลีกหลายประเภทช่วยเสริมต่อกัน
หาก Central สร้างเครือข่ายศูนย์การค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ The Mall Group ของตระกูลอัมพุช ก็ดูเหมือนจะเลือกสร้างจุดหมายการค้าในทำเลที่มีศักยภาพสูง และพัฒนาแบรนด์ให้แตกต่างตามกลุ่มลูกค้า
เดอะมอลล์เริ่มธุรกิจในปี 2524 ก่อนขยับขึ้นไปอีกระดับด้วย Emporium ในปี 2540 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ย่าน” มากกว่าการสร้างห้างเพียงแห่งเดียว
จาก Emporium มาถึง EmQuartier และ EmSphere เกิดเป็น EM District ที่ปักหมุดอยู่กลางสุขุมวิท ขณะเดียวกัน The Mall Group ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทุนของ Siam Paragon กับ Siam Piwat ด้วย
และเกมใหญ่ต่อไปอยู่ที่บางนา Bangkok Mall บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ถูกวางเป็นโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีก โรงแรม สำนักงาน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่จัดกิจกรรม โดยข้อมูลตลาดล่าสุดระบุว่าพื้นที่ Shopping Mall มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2570 และเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบ ปี 2571 ที่จะทำหน้าที่ทดลองสร้าง “เมือง” อีกแห่งบนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ
จากการบริหารศูนย์การค้าของเดอะมอลล์กรุ๊ป ใช้วิธีขยับสู่การสร้าง District และ Mixed-use เพื่อทำให้พื้นที่รอบห้างมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
แม้ชื่อของ เจริญ และ วรรณา สิริวัฒนภักดี อาจไม่ได้ปรากฏอยู่หน้าห้างทุกแห่งที่ผู้บริโภคเดินเข้าไป แต่ถ้ากล่าวถึง TCC Group นี่เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนที่มี “ทรัพย์สินทำเลทอง” อยู่ในมือจำนวนมหาศาล TCC เริ่มต้นจากกิจการขนาดเล็กในปี 2503 ก่อนขยายออกเป็นหลายสายธุรกิจ ทั้งเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมการค้า อสังหาริมทรัพย์ การเงิน และเกษตร
ด้านค้าปลีก หนึ่งในหมากสำคัญคือ BJC และ Big C ขณะที่ด้านอสังหาริมทรัพย์ TCC Assets , AWC และ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) เป็นแขนสำคัญในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ภาพที่เห็นชัดที่สุดในช่วงหลังคือ One Bangkok โครงการ Mixed-use บนพื้นที่ 104 ไร่ บริเวณพระราม 4 ซึ่งพัฒนาร่วมกัน โดยเปิดตัวในปี 2567
ดังนั้น TCC จึงเป็นตัวอย่างของกลุ่มทุนที่ใช้ “ที่ดิน + อสังหาริมทรัพย์ + ค้าปลีก + โรงแรม” มาประกอบกันเป็นระบบนิเวศธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการผลักดันใหญ่ระดับประเทศ จากฝั่ง AWC ด้วย
หมากสำคัญ
กลยุทธ์ของกลุ่มนี้ คือ ใช้ฐานทรัพย์สินและธุรกิจหลายแขนงมาประกอบกัน เพื่อสร้างมูลค่าจากทำเลในระยะยาว
ปิดท้ายที่ ถ้าพูดถึงกลุ่มที่สร้างภาพจำของกรุงเทพฯ ผ่าน “ประสบการณ์” Siam Piwat เป็นอีกหนึ่งรายที่โดดเด่น รากของบริษัทมาจาก Bangkok Inter-Continental Hotel Company ที่ก่อตั้งในปี 2502 โดย พลเอก เฉลิมชัย จารุวัสตร์ โดยเริ่มต้นจากการสร้างโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตอล และพัฒนาศูนย์การค้า "สยามเซ็นเตอร์" ก่อนเปิด Siam Center ในปี 2516 ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นศูนย์การค้ามาตรฐานสากลแห่งแรกของไทย โดยปัจจุบันมี ชฎาทิพ จูตระกูล (จารุวัสตร์) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท
โครงสร้างความเป็นเจ้าของของสยามพิวรรธน์ มีความแตกต่างจากกลุ่มทุนอื่น โดยเป็นกลุ่มพันธมิตรธุรกิจและสถาบันการเงินชั้นนำ ประกอบด้วย MBK ,ผู้ถือหุ้นสถาบัน ,ตระกูลจารุวัสตร์ (ชฎาทิพ จูตระกูล และครอบครัว) และสถาบันการเงินและกลุ่มตระกูลธุรกิจใหญ่ๆ
จาก Siam Center สู่ Siam Discovery, Siam Paragon และการร่วมพัฒนา ICONSIAM บนแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้บริษัทมีบทบาทสำคัญในการสร้าง Destination ที่ดึงทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวเข้ามา โดยเฉพาะ ICONSIAM โครงการร่วมกันระหว่าง Siam Piwat, MQDC และกลุ่ม CP
กลุ่มนี้เน้น สร้าง Destination ที่มีเอกลักษณ์ แล้วใช้แบรนด์ ร้านค้า ศิลปะ อาหาร และประสบการณ์เข้ามาเพิ่มมูลค่าให้พื้นที่
สิ่งที่น่าสนใจของธุรกิจค้าปลีกไทยวันนี้ จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “ห้างไหนใหญ่ที่สุด” แต่คือแต่ละกลุ่มกำลังพยายามตอบโจทย์เดียวกันด้วยวิธีที่ต่างกัน CP มีเครือข่ายค้าปลีกที่กระจายตั้งแต่ร้านใกล้บ้านไปจนถึง Destination ขนาดใหญ่Central ใช้เครือข่ายศูนย์การค้าและธุรกิจค้าปลีกสร้าง Ecosystem ทั่วประเทศ The Mall ขยับจากห้างสู่การสร้าง District ด้าน TCC ใช้พอร์ตที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และค้าปลีกมาประกอบเป็น Mixed-use ส่วน Siam Piwat เดินเกมด้วยการสร้าง Destination ที่ขายประสบการณ์และภาพจำของเมือง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในตลาดที่กำลังเผชิญโจทย์กำลังซื้อและเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่ได้ง่ายนัก การลงทุนโครงการขนาดใหญ่จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก เพราะเบื้องหลังคือการเดิมพันว่า ทำเลนั้นจะสามารถสร้างคน สร้างการใช้จ่าย และสร้างมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องได้อีกนานแค่ไหน และบางนาอาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราเห็นเกมนี้ชัดขึ้นเรื่อยๆ.
อ่านข่าวธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และสัมภาษณ์พิเศษ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney