
ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT บริษัทผู้ผลิตชิปสัญชาติจีน ที่ตอนนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ทั้งในประเทศและของโลก เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ไปเมื่อไม่นานมานี้ และได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้บิ๊กเทคของจีน ขึ้นแท่นเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ระดมทุนไปได้กว่า 8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ชื่อของ CXMT ที่โด่งดังขึ้นมา นอกจากจะเป็นเรื่อง IPO ครั้งสำคัญของชาติแล้ว ยังมาพร้อมกับข่าวที่ว่า Apple ตัดสินใจทดลองใช้ชิปหน่วยความจำ (DRAM) ของ CXMT กับอุปกรณ์ที่จำหน่ายในประเทศจีน และเดินหน้าโน้มน้าวให้สหรัฐฯ เปิดทางให้ชิปจีนมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนหน่วยความจำที่เกิดขึ้นทั่วโลก
CXMT มีชื่อเสียงจากการเป็นบริษัทผู้ผลิตชิป DRAM สัญชาติจีนรายใหญ่ที่มีรัฐบาลหนุนหลัง ถูกเลือกให้เป็น “แชมป์” เป็นตัวแทนของประเทศท้าชนกับ 3 เจ้าใหญ่ในสนามชิปความจำซึ่งก็คือ Samsung Electronics, SK Hynix จากเกาหลีใต้ และ Micron Technology จากสหรัฐอเมริกา ซึ่ง CXMT ก็ทำได้สำเร็จ ปัจจุบัน ตามหลังเป็นผู้ผลิต DRAM อันดับที่ 4 ของโลกแล้ว
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ คือ Zhu Yiming (จู อี้หมิง) ที่ใช้เวลากว่า 20 ปีหลงใหลและคลั่งไคล้ในวงการชิป เริ่มสร้างบริษัทจากศูนย์ จนประสบความสำเร็จพาบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในประเทศจีนได้ถึง 2 แห่ง
บริษัทแห่งนี้นับเป็นบริษัทที่ 2 ที่ Zhu Yiming ก่อตั้งขึ้น ผ่านไปเพียง 10 ปี CXMT กลายเป็นผู้ผลิตชิปรายสำคัญของประเทศ บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะพาไปเจาะลึกทำความรู้จักกับมหาเศรษฐีคนใหม่ของจีน Zhu Yiming นักคิด นักพัฒนา และนักเทคโนโลยีที่รับอานิสงส์จากกระแส AI อัจฉริยะอีกคนที่มั่นใจมาตลอดว่า “จีนจะต้องสร้างอุตสาหกรรมชิปของตัวเอง” และเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันประสบความสำเร็จ
ย้อนกลับไป Zhu Yiming เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1972 ที่อำเภอฟู่หนิง เมืองเหยียนเฉิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลประวัติส่วนตัวของเขาเปิดเผยออกมามากนัก มีเพียงประวัติด้านการศึกษาที่ระบุว่า ในปี 1994 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University)
ก่อนที่ต่อมาศึกษาในระดับปริญญาโทที่สถาบันเดียวกัน โดยในช่วงที่เขาศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่นั้น เขามักจะใช้เวลาว่างเดินทางไปยัง จงกวนชุน (Zhongguancun) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีน เพื่อรับงานเขียนโปรแกรมจากบริษัทเทคฯ เล็ก ๆ อยู่เสมอ แต่เชื่อไหมว่า เขาทำเงินได้มากถึง 300,000 หยวนต่อปี ขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนจีนในเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 10,000 หยวนต่อปี
ประสบการณ์ในช่วงนั้นทำให้เขาได้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ และทำให้เขามีความสนใจในเรื่องชิปเป็นพิเศษ จนตระหนักได้ว่า จีนยังคงต้องพึ่งพาชิปจากต่างประเทศ เลยเป็นที่มาให้เขาเริ่มตั้งคำถามว่า จีนจะสามารถพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้หรือไม่
กระทั่งเขาเลือกเรียนต่อระดับปริญญาโท เขาเลยตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางจากงานวิจัยเชิงทฤษฎี มามุ่งศึกษาด้านวงจรรวม (Integrated Circuits: IC) อย่างจริงจัง แต่วิธีการเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นไปทางทฤษฎีและงานวิชาการ เขาเลยมองว่าห้องเรียนนี้ยังไม่เหมาะที่จะทำให้เขาเข้าใจและศึกษากระบวนการผลิตชิปในโลกอุตสาหกรรมได้อย่างลึกซึ้ง
ช่วงเดียวกันนั้น เขาตัดสินใจเดินทางเรียนรู้การผลิตชิปด้วยการเข้าทำงานในอุตสาหกรรมชิปจริง ๆ และหลังจากสำเร็จการศึกษา เขาก็บินไปคว้าปริญญาโทอีกใบที่ Stony Brook University ในนครนิวยอร์ก และต่อมาก็ได้ไปทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ ศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งสำคัญของโลก
เขาเริ่มต้นทำงานในซิลิคอนวัลเลย์จากการเป็นวิศวกรที่ iPolicy Networks ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการโครงการที่ Monolithic System Technologies เป็นผู้นำการพัฒนาหน่วยความจำหลายประเภทที่ผลิตบนกระบวนการผลิตชิปแบบลอจิก (Logic Process) ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์จนถึงปัจจุบัน
ในปี 2004 เขาเดินทางกลับกรุงปักกิ่ง พร้อมความเชื่อและความมุ่งมั่นที่ว่า “จีนจะต้องสร้างอุตสาหกรรมชิปของตัวเอง”
พร้อมกันนี้ เขายังถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี Static Random-Access Memory (SRAM) และเงินทุนเริ่มต้นเพียง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐกลับมาบ้านเกิด มาทุ่มทุนก่อตั้งบริษัท Xinji Jiayi ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น GigaDevice บริษัทออกแบบชิปแบบไม่มีโรงงานผลิตเอง เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปหน่วยความจำแบบเฉพาะทาง
ภายใต้การนำของเขา GigaDevice สามารถพัฒนาชิปหน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับอุปกรณ์พกพา (Mobile High-Speed Storage Chip) ได้สำเร็จเป็นรายแรกของจีน จนช่วยอุดช่องว่างสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศได้
ต่อมาในปี 2009 หลังผ่านวิกฤตการเงินมาได้ไม่นาน GigaDevice ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างสวยงาม ประสบความสำเร็จในการผลิต SPI NOR Flash ในระดับอุตสาหกรรมได้ จากนั้นในปี 2010 สามารถผลิตชิปหน่วยความจำแฟลชที่มีความจุตั้งแต่ 512K ถึง 32M ได้ในเชิงพาณิชย์ แถมยอดขายชิปหน่วยความจำของบริษัททะลุ 100 ล้านชิ้นต่อปี
กระทั่งปี 2013 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ Zhu Yiming ผลักดันให้ GigaDevice เปิดตัวไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) ตระกูล GD32 ซึ่งเป็น MCU รุ่นแรกของจีนที่พัฒนาบนสถาปัตยกรรม ARM Cortex-M
หลังจากนั้น ได้ต่อยอดด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Cortex-M4 MCU และเริ่มรุกเข้าสู่อุตสาหกรรม Internet of Things (IoT) อย่างจริงจัง ขยายธุรกิจจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสู่การเป็นผู้พัฒนาเซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะในหลากหลายอุตสาหกรรม จนสามารถยกระดับตลาดชิปภายในประเทศได้สำเร็จ
ในปี 2016 เขาสามารถพา GigaDevice เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange Main Board) ได้สำเร็จ และนั่นก็กลายเป็นบริษัทแรกที่พัฒนามาจากสตาร์ทอัพสู่ผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมชิปในประเทศ ซึ่งต่อมาได้ต่อยอดมาสู่ CXMT
หลังจากพา GigaDevice เข้าตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเกิดได้สำเร็จ ในปีเดียวกันนั้น เขาก็ได้ก่อตั้ง Changxin Technology หรือ CXMT ขึ้นมา เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยความจำเซมิคอนดักเตอร์ โดยจับมือกับรัฐบาลเมืองเหอเฟย์ปั้นโครงการร่วมกันจนเกิดมาเป็นบริษัท
แตกต่างจาก GigaDevice ที่เน้นออกแบบชิปและจ้างโรงงานภายนอกในการผลิต โมเดลของ CXMT คือการออกแบบและผลิตชิปเองทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลทั้งในการสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์และพัฒนา อีกทั้งยังต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต
ในปี 2018 เขาตัดสินใจลาออกจาก GigaDevice เพื่อมาเดินหน้าทุ่มเทให้กับ CXMT อย่างเต็มตัว พร้อมประกาศว่าจะ “ไม่รับเงินเดือนจนกว่าบริษัทจะมีกำไร”
หลังจากนั้นหนึ่งปีต่อมา CXMT ก็สามารถผลิตชิป DRAM ที่พัฒนาขึ้นเองได้สำเร็จ ถือเป็นครั้งแรกที่จีนแผ่นดินใหญ่มีผู้ผลิตชิป DRAM ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างจริงจัง จากที่ก่อนหน้านี้ตลาดถูกครองโดยผู้ผลิตจากต่างประเทศมาโดยตลอด
ตลอดหลายปี ในช่วงแรกหลังก่อตั้งและผลิตชิปของตัวเองได้สำเร็จนั้น CXMT ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐมาต่อเนื่อง
กระทั่งสถานการณ์เริ่มพลิกผันเมื่อกระแส AI ทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้งราคาและยอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 719% จากปีก่อน แตะ 50,800 ล้านหยวน
นับเป็นเวลากว่า 7 ปีหลังจากที่ Zhu Yiming ปฏิญาณตัวไว้ว่าจะไม่รับเงินเดือนจนกว่าบริษัทจะมีกำไร ด้าน Reuters รายงานอีกด้วยว่า รายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ของ CXMT อาจจะทะลุ 110,000-120,000 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเกือบ 2 เท่าของรายได้ทั้งปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 61,800 ล้านหยวน
นอกจากชื่อของ Zhu Yiming และ CXMT แล้ว ชื่อของเมืองเหอเฟย์ก็ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก จากการลงเงินและสนับสนุนการเติบโตของ CXMT ตั้งแต่เริ่มต้น แม้เมืองนี้จะไม่เป็นที่รู้จักในระดับโลกเท่าปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ แต่รายงานของ SemiAnalysis เมื่อเดือนมิถุนายนระบุว่า เหอเฟย์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของแนวคิดที่จีนเรียกว่า Patient Capital หรือเงินทุนที่พร้อมรอผลตอบแทนในระยะยาว เพราะมีความอดทนต่อการขาดทุนสูงกว่าการลงทุนทั่วไป
เงินทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐนี้ช่วยให้ Zhu Yiming มีเงินทุนมากพอที่จะขยาย CXMT ตามรายงานของ SemiAnalysis ยังระบุอักด้วยว่า CXMT ได้ซื้อสิทธิบัตรจำนวนมากจาก Qimonda บริษัทชิปสัญชาติเยอรมันที่ล้มละลายจากผลกระทบของวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา DRAM ของบริษัท
นอกจากนี้ ยังทำให้ CXMT มีเงินทุนพอที่จะดึงตัววิศวกรจากทั่วโลกเข้ามาร่วมงาน เพื่อนำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาช่วยสร้างเทคโนโลยีของบริษัท และหลัง IPO รัฐบาลเมืองเหอเฟย์ยังกลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ CXMT ด้วยเช่นกัน โดยถือหุ้นผ่านบริษัทและนิติบุคคลที่รัฐบาลท้องถิ่นเป็นเจ้าของ รวมกันมากกว่า 30% ของ CXMT
ข้อมูลจาก Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า ความมั่งคั่งของ Zhu Yiming ทะยานขึ้นเกือบ 300% มาอยู่ที่ 13,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังหุ้นของ CXMT เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา
หลัก ๆ ก็มาจากหุ้นของบริษัทที่เขาถืออยู่ ซึ่งรวมถึงหุ้นที่ยังไม่ถึงกำหนดได้รับ (Unvested Shares) ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่รวยขึ้นมหาศาลจากเทคโนโลยี AI หลังบริษัทสร้างสถิติขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่
อย่างไรก็ตาม เขาได้ออกมาปฏิญาณตนอีกครั้ง รอบนี้เขาเสนอว่า จะมอบหุ้นประมาณ 40% ของเขาให้กับพนักงาน เพื่อรักษาบุคลากรให้อยู่กับบริษัท จำนวนกว่า 767.9 ล้านหุ้น รวมมูลค่าแล้วกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเขายืนยันว่าจะไม่ขายหุ้นของตัวเองออกเลยเป็นเวลา 10 ปีหลัง IPO
จากสตาร์ทอัพออกแบบชิป สู่ผู้ผลิตชิปเองตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ Zhu Yiming สามารถพา 2 บริษัทที่สร้างขึ้นมาเองกับมือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จนกลายเป็น 2 บริษัทสำคัญของชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นกลายเป็นบิ๊กเทครายใหญ่ของเอเชีย และกำลังไปไกลระดับโลก
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
ปัจจุบัน ตามข้อมูลบน Forbes ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2026 ความมั่งคั่งของ Zhu Yiming อยู่ที่ 15,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมูลค่าตลาดของ CXMT นั้นอยู่ที่ราว 487,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และครองสัดส่วนผู้ผลิต DRAM อันดับที่ 4 มีส่วนแบ่งราว 8% ตามหลัง Samsung ที่ 38%, SK Hynix 29% และ Micron 22%
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney