
HYROX ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย Christian Toetzke และ Moritz Fürste โดยออกแบบการแข่งขันที่ผสมผสานการวิ่งและการออกกำลังกาย 8 สถานีให้ทุกคนเข้าถึงได้
หลายคนอาจมองว่า HYROX เป็นเพียงการแข่งขันออกกำลังกายไฮบริดฟิตเนสที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก คนที่ยังไม่รู้จักการแข่งขันกีฬาประเภทนี้อาจเข้าใจว่า เริ่มต้นจากการจ่ายค่าสมัคร ลงแข่งหนึ่งวันแล้วทุกอย่างก็จบลง แต่หากมองในมุมธุรกิจ นั่นอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่สุด เพราะสิ่งที่ HYROX กำลังสร้าง ไม่ใช่ ธุรกิจอีเวนต์กีฬา แต่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น
คอลัมน์ BrandStory ครั้งนี้พาทุกคนไปดูโมเดลธุรกิจของ HYROX พร้อมชวนหาคำตอบว่า ทำไมหลายคนยอมลงทุนตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทเพื่อแลกกับการแข่งขันที่กินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และเหตุใดแบรนด์ทั่วโลกจึงต่างพากันวิ่งเข้าหา HYROX ไม่แพ้นักกีฬาในสนามแข่งขัน
HYROX ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ที่ประเทศเยอรมนี โดย Christian Toetzke ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลก มีประสบการณ์ทั้งมาราธอนและไตรกีฬา ร่วมกับ Moritz Fürste อดีตนักกีฬาฮอกกี้เหรียญทองโอลิมปิก
ทั้งสองมองเห็นช่องว่างเดียวกันว่า ในเมื่อนักวิ่งมีมาราธอน นักไตรกีฬามี Ironman แล้วคนที่เข้ายิมทุกวัน ทำไมถึงไม่มีสนามแข่งขันของตัวเอง คำตอบจึงออกมาในรูปแบบที่เรียบง่ายจากแนวคิด A Sport for Everybody กีฬาที่ไม่จำเป็นนักกีฬาอาชีพก็แข่งขันได้
โดยทั้งสองได้ออกแบบกติกาที่เรียบง่าย แต่ทำให้คนทั้งโลกแข่งกันได้ นั่นคือ การผสานทั้งการวิ่งและการออกกำลังกายเข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับการออกกำลังกายแบบ Functional Fitness 1 ฐานหรือสถานี และทำลูปนี้สลับทั้งหมด 8 รอบ
นอกจากนี้ความสนุกของ HYROX คือ ไม่ว่าจะจัดที่กรุงเทพฯ ลอนดอน หรือชิคาโก ทุกสนามใช้มาตรฐานเดียวกัน ผู้แข่งขันสามารถเปรียบเทียบเวลาของตัวเองกับนักแข่งทั่วโลกได้ และมากไปกว่านั้นยังมีการจัดปิดท้ายซีซั่นด้วยการแข่งขัน World Championships เหมือนการแข่งขันกีฬาระดับอาชีพได้อีกด้วย
ความสำเร็จของ HYROX ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและเทรนด์ระดับโลก ในอดีตกลุ่มคนที่เข้ายิมจะจำกัดอยู่ในหมู่คนที่ต้องการดูแลสุขภาพหรือต้องการมีรูปร่างที่ดีขึ้น
แต่วันนี้การออกกำลังกาย การเข้ายิมหรือเข้าฟิตเนสเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน กลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ที่กำหนดคุณค่าไปจนถึงเป็นเป้าหมายของการมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีในระยะยาว
ขณะที่ในบางกลุ่มมีการสร้างระบบระเบียบออกกำลังกายจริงจัง มีการวางแผนพัฒนาศักยภาพเพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่ตนกำหนดไว้ ในทางธุรกิจ เรียกว่า Performance Lifestyle กลุ่มนี้เปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายทั่วไปให้กลายเป็นกีฬาที่ทุกการซ้อมมีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น มีการวางแผนพัฒนาศักยภาพเพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่ตนกำหนดไว้
ท่ามกลางตลาดฟิตเนสและการแข่งขันกีฬานี้เอง HYROX ได้ใช้ช่องว่างใหญ่ๆ ดึงดูดและทำเงินจากทั้งกลุ่มคนทั่วไปที่เข้าฟิตเนสเป็นประจำ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายจริงจัง ไปจนถึงกลุ่มคนที่สนใจอยากร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี
ตัวเลขของ HYROX สะท้อนการเติบโตได้ชัดเจน จากการแข่งขันแรกในเมืองฮัมบูร์กเมื่อปี 2018 มีผู้เข้าแข่งขันเพียง 650 คน แต่ในฤดูกาลล่าสุดนี้ (2024-2025) HYROX จัดการแข่งขันมากกว่า 80 รายการ ใน 30 ประเทศ และมีผู้เข้าร่วมระหว่าง 425,000-550,000 คน โดยมีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้เข้าแข่งขัน 1 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2026
การเติบโตดังกล่าวผลักดันให้ HYROX กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจ Sports & Fitness ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยสื่ออุตสาหกรรมกีฬาอย่าง SGI Europe ประเมินว่า บริษัทจะมีรายได้ประมาณ 132.6 ล้านยูโร (ราว 5.1 พันล้านบาท) ในปี 2025 และอาจเพิ่มเป็น 208.4 ล้านยูโร (ราว 8 พันล้านบาท) ในปี 2026 หรือเติบโตกว่า 57% ภายในปีเดียว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขรายได้ คือ HYROX ไม่ได้หาเงินจากการแข่งขันเป็นหลัก หลายคนเข้าใจว่ารายได้ของ HYROX มาจากค่าสมัครหลายพันบาทของผู้เข้าแข่งขันหลายแสนคนทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงการแข่งขันเป็นเพียง “ประตูทางเข้า” ของธุรกิจเท่านั้น
หากดูโครงสร้างรายได้ของบริษัท จะพบว่า กว่า 75% ของรายได้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันแข่งขัน โดยรายได้ของ HYROX กระจายอยู่ใน 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่
รายได้ก้อนใหญ่ที่สุดของ HYROX เกิดขึ้นหลายเดือนก่อนหน้านั้น เมื่อผู้คนตัดสินใจว่าจะลงแข่ง หลายคนไม่ได้ซ้อมเอง แต่เลือกจ้างโค้ช สมัครคลาสเฉพาะทาง หรือเข้า Training Camp เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
HYROX พัฒนา HYROX Training Club, HYROX Academy และ HYROX Training Camp สำหรับอบรมเทรนเนอร์ทั่วโลก ขายหลักสูตร โปรแกรมฝึก พร้อมออกใบรับรอง (Certification) ให้กับโค้ชและยิมที่ผ่านมาตรฐานเพื่อให้สามารถเปิดคลาส HYROX ได้อย่างเป็นทางการ โดยที่ยังสามารถแบ่งรายได้กับยิมพันธมิตรได้ต่อ ยิ่งมีนักกีฬามากขึ้น ความต้องการโค้ชและคลาสฝึกก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้รายได้จากการฝึกซ้อมกลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท
รายได้จากค่าเข้าแข่ง ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต้องจ่ายค่าสมัครตั้งแต่ประมาณ 70-120 ดอลลาร์สหรัฐ หรือในประเทศไทยอยู่ที่ราว 3,500-4,000 บาทต่อคน
โดยนอกจากค่าสมัครแล้ว HYROX ยังสร้างรายได้จากเสื้อแข่งขัน เสื้อ Finisher เหรียญ ของสะสม และสินค้าลิขสิทธิ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าต่อผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน (Average Revenue per Participant)
หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจที่สุด คือ HYROX Affiliate โดยฟิตเนสที่ต้องการเปิดคลาส HYROX อย่างเป็นทางการ ไม่สามารถใช้ชื่อได้ทันที แต่ต้องสมัครเป็น Official HYROX Training Club ผ่านมาตรฐานที่บริษัทกำหนด พร้อมส่งโค้ชเข้ารับการอบรม และชำระค่าลิขสิทธิ์ในการใช้แบรนด์
ปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 5,000 แห่งทั่วโลก ทำให้ HYROX สามารถขยายฐานผู้เล่นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องลงทุนสร้างสาขาเอง โมเดลนี้คล้ายกับการทำแฟรนไชส์หรือ Licensing ซึ่งมีต้นทุนต่ำ แต่สร้างรายได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ HYROX ยังพยายามอยู่กับผู้เล่นทุกวันผ่านบริการดิจิทัล โดยบริษัทมีแพลตฟอร์มสำหรับโปรแกรมฝึกซ้อม การติดตามสถิติ การจัดอันดับ และคอนเทนต์สำหรับสมาชิกที่ช่วยให้นักกีฬาวัดผลการพัฒนาของตัวเองได้ตลอดเวลา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในระบบ
โมเดลนี้ทำให้ HYROX เริ่มมีรายได้แบบ Subscription หรือรายได้ประจำ (Recurring Revenue) ลดการพึ่งพารายได้จากอีเวนต์เพียงอย่างเดียว และสร้างความสัมพันธ์กับผู้เล่นแม้ในช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน
เมื่อ HYROX กลายเป็นกระแสระดับโลก ก็กลายเป็นพื้นที่ทางการตลาดสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคสาย Performance Lifestyle เช่น พันธมิตรอย่าง PUMA พัฒนารองเท้าและชุดแข่งขันสำหรับ HYROX โดยเฉพาะ ขณะที่ Centr เป็นพันธมิตรด้านฟิตเนส, Concept2 และ CENTR x HYROX สนับสนุนอุปกรณ์การแข่งขัน รวมถึงแบรนด์สมาร์ทวอทช์ เครื่องดื่ม และโภชนาการกีฬาอีกหลายราย สำหรับแบรนด์เหล่านี้ HYROX คือ ช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง และพร้อมลงทุนกับสุขภาพและการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง
เราจะเห็นว่า HYROX ไม่ได้เป็นธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากวันแข่งขันเหมือนผู้จัดอีเวนต์ทั่วไป แต่สร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีจาก Training Journey ของผู้เข้าแข่งขัน เพราะทันทีที่คนคนหนึ่งตัดสินใจว่า ปีนี้จะลง HYROX การใช้จ่ายก็เริ่มต้นขึ้นทันที
ตั้งแต่สมัครฟิตเนส จ้างโค้ช ลงคลาสฝึกเฉพาะทาง ซื้อรองเท้าและชุดแข่งขัน ลงทุนกับนาฬิกา Smart Watch ซื้ออาหารเสริม อุปกรณ์ฟื้นฟูร่างกาย (Recovery) ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ทั้งชีวิต เพื่อให้พร้อมสำหรับวันแข่งขัน
เส้นทางการเตรียมตัวของนักกีฬาเหล่านี้ ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับ HYROX เพียงบริษัทเดียว แต่ยังหล่อเลี้ยงทั้ง Ecosystem ตั้งแต่ยิม เทรนเนอร์ แบรนด์อุปกรณ์กีฬา บริษัทเทคโนโลยี เวชศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงธุรกิจโภชนาการและการท่องเที่ยว และเมื่อการแข่งขันจบลง วงจรก็ไม่ได้สิ้นสุดลง หลายคนกลับมาสมัครแข่งขันอีกครั้ง เพื่อทำลายสถิติเดิมของตัวเอง และเริ่มต้นใช้จ่ายซ้ำในเส้นทางเดิมอีกครั้ง
ปัจจุบัน HYROX ถูกมองว่าเป็น Performance Lifestyle Platform มากกว่าจะเป็นเพียงผู้จัดการแข่งขันกีฬา เพราะบริษัทกำลังสร้างระบบนิเวศที่เปลี่ยนทุกรอบของการซ้อม และทุกก้าวของการพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ ต้นทุนของการเข้าร่วม HYROX ไม่ได้จบที่ค่าสมัครแข่งขันราว 3,000-4,000 บาท แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้เข้าแข่งขันจำนวนไม่น้อยใช้เงินหลักหมื่นบาท เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันเพียงหนึ่งรายการ ขณะที่ผู้ที่เดินทางไปแข่งขันต่างประเทศหลายสนามต่อปี อาจมีค่าใช้จ่ายรวมตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท หรือมากกว่านั้น เมื่อรวมค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และอุปกรณ์ที่ต้องอัปเกรดอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย กระแสของ HYROX ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน หลังการจัดแข่งขันเพียง 2 ปี โดย HYROX Thailand 2026 มีผู้สมัครมากกว่า 17,500 คน และกลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์ฟิตเนสที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของปี สะท้อนว่าตลาด Performance Lifestyle เริ่มก่อตัวอย่างจริงจังในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงในกลุ่มนักกีฬาอาชีพ แต่ขยายไปสู่คนวัยทำงาน ผู้บริหาร ครีเอเตอร์ และคนรุ่นใหม่ที่มองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
ที่มาข้อมูล New York Times , CNBC , Business Cloud , Hyrox
คลิกอ่านคอลัมน์ BrandStory เพิ่มเติม
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -