
Warren Buffett คืออีกชื่อที่ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ดีที่สุดตลอดกาล หลายครั้งที่เขาออกมาแสดงความคิดเห็นอะไร ตลาดก็มักจะติดตามรับฟังอยู่เสมอ ด้วยประสบการณ์ในสนามการลงทุนกว่า 80 ปี เขาเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน
เขากลายเป็นพิมพ์เขียวการลงทุนแบบ Value Investing ที่ใครหลายคนทำตามมาอย่างยาวนาน แต่ดูเหมือนว่าเมื่อโลกเดินทางเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี อย่างช่วงดอทคอม ต่อมาก็เข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยคำว่า AI เอกลักษณ์การลงทุนแบบปู่ Warren Buffett จะค่อย ๆ เลือนหายไป (ตามคำพูดของปู่)
เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมแสดงความเห็นว่า การลงทุนยุคนี้ ไม่ได้เรียกว่า “การลงทุน” แต่เขาขอเรียกว่า “การพนัน” ซึ่งเหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า คนเลือกเก็งกำไร ทำเงินกันในช่วงสั้น ๆ ไม่ได้ถือลงทุนยาวแบบที่เขาทำมายาวนานหลายสิบปี และการจะหาหุ้นดี ๆ คุ้มค่าตอนนี้นั้นเป็นเรื่องยากมาก
ปัจจุบัน Warren Buffett ในวัย 95 ปี ได้ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอของ Berkshire Hathaway ที่เขาบริหารมายาวนานแล้ว โดยที่ยังไม่ทิ้งตำแหน่งประธานบริษัท ยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายกับครอบครัวในบ้านที่เขาซื้อมาตั้งแต่ปี 1958 และยังคงบริจาคเงินให้การกุศลต่อเนื่อง ตามปณิธานของเขาที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะส่งมอบทรัพย์สิน 99% ที่เขามีคืนสู่สังคม
บทความนี้ Thairath Money ในคอลัมน์ How to Make Money จะขอพาไปย้อนเส้นทางของไอคอนแห่งวงการลงทุน อย่าง Warren Buffett เขาเติบโตมาแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร ทำไมถึงเลือกเดินในสายการลงทุน จนสามารถสร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนทั่วโลกได้จนถึงปัจจุบัน
ก่อนที่ Warren Buffett จะกลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกคนหนึ่ง ชีวิตของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการมีเงินทุนมหาศาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีต้นทุนดีกว่าเด็กอีกหลายคน จุดเริ่มต้นของเขาคือ เด็กชายจากเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา สหรัฐอเมริกา ที่หลงใหลในการหาเงินตั้งแต่อายุยังน้อย
Warren Edward Buffett เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1930 ที่เมืองโอมาฮา เป็นลูกคนที่สองของบ้าน มีพี่น้องรวมตัวเขาด้วยเป็นทั้งหมด 3 คน และยังเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัว มีคุณพ่อคือ Howard Buffett มีอาชีพเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ต่อมาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ถึง 4 สมัย
อาชีพของพ่อกลายเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ Warren Buffett ได้สัมผัสโลกของการลงทุนตั้งแต่วัยเด็ก ในวัยเพียง 11 ปี เขาเก็บเงินและลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ครั้งแรก โดยลงทุนใน Cities Service จำนวน 3 หุ้น ราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์สหรัฐ
Warren Buffett เคยเล่าด้วยว่า หลังจากนั้นราคาหุ้นร่วงลง ก่อนจะกลับขึ้นมาที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ เขาจึงรีบขายเพื่อทำกำไรเพียงเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นหุ้นกลับพุ่งขึ้นไปอีกมาก ซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เขารู้ว่า การพยายามจับจังหวะซื้อและขายหุ้น ไม่ใช่วิธีการลงทุนที่ดี
ต่อมาในช่วงวัยรุ่น เขาทำงานหลายอย่าง ทั้งขายน้ำอัดลมและรับส่งหนังสือพิมพ์ เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนซื้อฟาร์มในรัฐเนบราสกา จนกระทั่งอายุได้ 14 ปี เขาสามารถรวบรวมเงินจนสามารถซื้อที่ดินขนาด 40 เอเคอร์หรือกว่า 100 ไร่ได้สำเร็จ ก่อนจะปล่อยให้คนเข้ามาเช่าที่ดินหารายได้เพิ่มเติมจากที่ดินที่มี
พออายุย่างเข้าวัย 16 ปี เขาได้สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียตามคำแนะนำของพ่อ และได้รับการตอบรับเข้าเรียน แต่หลังจากเรียนได้เพียง 2 ปี เขาตัดสินใจย้ายไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกาจนสำเร็จการศึกษาในด้านบริหารธุรกิจซึ่งใช้เวลาเรียนเพียง 2 ปี
หลังเรียนจบปริญญาตรี พ่อของเขายังคงเชื่อว่าการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคต จึงสนับสนุนให้ต่อ ซึ่งเขาเลยลองยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่กลับโดนปฏิเสธการรับเข้าเรียน จึงไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยโคลัมเบียแทน
ซึ่งที่นั่นเขาได้เรียนกับ Benjamin Graham นักลงทุนระดับตำนานผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing)” และด้วยประสบการณ์ที่โคลัมเบียนี่เอง ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่หล่อหลอมเส้นทางอาชีพของ Warren Buffett ในเวลาต่อมาให้เดินสาย Value Investing เช่นกัน
หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย Warren Buffett พยายามที่จะสมัครเข้าทำงานกับ Benjamin Graham แต่กลับโดนปฏิเสธ พร้อมกับให้คำแนะนำกับเขาว่าให้หลีกเลี่ยงการทำงานในวอลล์สตรีท ทำให้ตอนนั้นเขาต้องเดินทางกลับเมืองโอมาฮา และเริ่มทำงานที่บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของพ่อ
ในปี 1952 เขาแต่งงานกับ Susan Thompson และเริ่มสร้างครอบครัว ก่อนที่อีก 3 ปีต่อมา Benjamin Graham จะเปลี่ยนใจ และชักชวนเขาไปร่วมงานกับบริษัทที่นครนิวยอร์ก ซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งนั้นกลายเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่เส้นทางการลงทุนระดับตำนานของ Warren Buffett ในเวลาต่อมา
หลังจากที่ย้ายไปปักหลักที่นครนิวยอร์ก Warren Buffett ก็ได้มีโอกาสนำแนวคิดการลงทุนที่ได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัยมาปรับใช้จริง โดยเขาเชื่อในหลัก Value Investing หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเช่นเดียวกับอาจารย์ของเขา โดยจะมุ่งค้นหาหุ้นที่มีราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (Intrinsic Value)
เขาซึมซับแนวคิดนี้อย่างลึกซึ้ง แต่กลับไม่ได้หยุดอยู่แค่การซื้อหุ้นราคาถูก เขายังต่อยอดแนวคิดนี้ไปอีกขั้น ด้วยการมองหาธุรกิจที่มีคุณภาพและสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ในปี 1956 เขาตัดสินใจออกจากงาน ย้ายกลับเมืองโอมาฮา และก่อตั้งบริษัทลงทุนเป็นของตัวเองในชื่อ “Buffett Associates” ด้วยเงินทุนของตัวเองเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ และรวบรวมเงินจากเพื่อนและครอบครัวได้อีกราว 105,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาบริหารจัดการ และไม่นานหลังจากนั้น ในปี 1962 ขณะมีอายุเพียง 30 ปี เขาก็ได้ก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านอย่างเป็นทางการจากการเป็นนักลงทุนเต็มตัว
หลังจากรู้จักกับเพื่อนนักลงทุนอย่าง Charlie Munger ตั้งแต่ปี 1959 ทั้งสองเดินหน้าพัฒนาแนวคิดการลงทุน Value Investing ร่วมกันต่อ โดยไม่ได้มุ่งซื้อเพียงธุรกิจที่ราคาถูกและกำลังถดถอยเพื่อเก็บกำไรช่วงสุดท้าย แต่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจคุณภาพ ที่มีศักยภาพในการเติบโตและสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว
หนึ่งในความสำเร็จที่ทั้งสองทำร่วมกันและยังกลายเป็นผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบันคือ การเข้าบริหารกิจการ Berkshire Hathaway โรงงานสิ่งทอที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก กิจการกำลังซบเซา แต่กลับมีเงินสดอยู่ในมือจำนวนมาก
จุดเปลี่ยนสำคัญของ Berkshire Hathaway เริ่มต้นจาก Warren Buffett ในปี 1962 ที่เห็นโอกาสว่าบริษัทนี้มีเงินสดอยู่จำนวนมาก แต่สภาพกิจการกลับไปได้ไม่สวย หุ้นมีราคาถูก ทั้ง ๆ ที่เขามองว่าบริษัทนี้ยังเติบโตได้ จึงตัดสินใจเข้าลงทุน ก่อนที่ในปี 1965 เขาจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และได้เข้าควบคุมกิจการในที่สุด
ในช่วงที่เขาเริ่มลงทุน หุ้น Berkshire Hathaway ซื้อขายอยู่ที่ราว 8 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ก่อนที่จะปรับขึ้นมาเป็นเกือบ 20 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาก้าวขึ้นเป็นซีอีโอ ขณะที่ในช่วงต้นปี 2026 หุ้น Berkshire Hathaway Class A มีราคาซื้อขายสูงกว่า 700,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นแล้ว (เหตุผลที่หุ้น Class A ราคาสูงขนาดนี้ เพราะปู่มองว่าคนที่จะเข้ามาถือได้จะต้องเห็นคุณค่าจริง ต้องเป็นนักลงทุนระยะยาวที่จริงจังกับการลงทุนในบริษัท)
ในช่วงแรกเขาพยายามจะประคับประคองกิจการสิ่งทอให้ไปต่อได้ และก็ได้เปลี่ยนให้ Berkshire Hathaway กลายเป็นบริษัทโฮลดิ้ง เข้าซื้อกิจการและถือครองหุ้นของบริษัทอื่น ๆ ต่อเนื่อง จนกลายเป็นการสร้างรากฐานใหม่ที่บริษัทยังคงยึดถือมาจนถึงตอนนี้
สิ่งหนึ่งกลายเป็นเครื่องผลิตเงินชั้นดีให้กับกิจการคือ ธุรกิจประกัน โดย Warren Buffett ใช้กำไรจากธุรกิจสิ่งทอเป็นเงินทุนสำหรับเข้าซื้อกิจการอื่น ๆ โดยหนึ่งในดีลสำคัญคือการซื้อบริษัทประกันชีวิต National Indemnity
สิ่งที่เขามองเห็นในธุรกิจประกันคือ Float หรือเงินที่บริษัทจะได้รับจากเบี้ยประกัน ซึ่งสามารถนำไปลงทุนได้ในช่วงเวลาระหว่างการรับเบี้ยประกันกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เปรียบเสมือนแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำที่ช่วยสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม
เขานำเงิน Float เหล่านี้ไปลงทุนต่อ ทั้งในหุ้น พันธบัตร และการเข้าซื้อกิจการใหม่ ๆ เพื่อสร้างกำไร ก่อนนำผลตอบแทนที่ได้กลับไปลงทุนซ้ำ วนเป็นวงจรที่ช่วยขยายอาณาจักร Berkshire Hathaway อย่างต่อเนื่อง
ในปี 1969 เขาตัดสินใจปิดกองทุนของตัวเองที่บริหารอยู่ โดยเสนอให้ผู้ลงทุนรับหุ้น Berkshire Hathaway แทนเงินสด ก่อนเดินหน้าซื้อกิจการบริษัทประกันหลายแห่งเข้ามาเป็นบริษัทย่อยภายใต้ Berkshire Hathaway เต็มรูปแบบ
ปี 1972 เขาเดินหน้าซื้อกิจการต่อ โดยได้เข้าซื้อ See’s Candies และธุรกิจนี้ก็ได้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก และช่วยให้บริษัทมีเงินไปลงทุนต่อในธุรกิจอื่น ๆ
หลังจากนั้น เขายังทยอยลงทุนในบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่ง เช่น American Express, Bank of America, Coca-Cola และ Apple โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และมีศักยภาพสร้างผลกำไรในระยะยาว
พร้อมกับดึง Charlie Munger เข้ามาเป็นรองประธานบริษัทในปี 1978 เพื่อให้คำปรึกษาและร่วมบริหารกิจการกันต่อ หลังจากที่ Charlie Munger ที่นับว่าเป็นคู่หูคนสนิทของเขามายาวนาน ได้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนกับเขามาต่อเนื่อง
กลยุทธ์สำคัญของเขาคือ “ซื้อเพื่อถือ” หรือ “Buy and Hold” โดยมักจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มีผู้บริหารเก่ง ใส่ใจผู้ถือหุ้น มีอัตรากำไรสูง และมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และจะเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ในปี 1985 เขาตัดสินใจปิดกิจการโรงงานสิ่งทอแห่งสุดท้ายของ Berkshire Hathaway แต่เขายังคงเดินหน้าขยายบริษัทในฐานะบริษัทโฮลดิ้งที่เน้นลงทุนและถือครองธุรกิจหลากหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง
ณ ช่วงต้นปี 2026 บริษัท Berkshire Hathaway เป็นเจ้าของกิจการมากกว่า 60 บริษัท และมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการเติบโตจากโรงงานสิ่งทอที่เคยใกล้ล้มละลาย สู่หนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลและมีมูลค่าสูงที่สุดของโลกภายใต้การนำของ Warren Buffett
เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก คำถามคือ Warren Buffett จะเลือกทำอะไรกับความมั่งคั่งมหาศาลของตัวเอง?
คำตอบคือ “บริจาคเกือบทั้งหมด” ให้กับการกุศลและสาธารณะ
ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 เขาสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ผ่านการประกาศว่าจะมอบทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาเองให้กับมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation เพื่อช่วยสนับสนุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และแก้ไขปัญหาสังคมในหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์กรการกุศลที่มีขนาดใหญ่และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การบริจาคของเขาอยู่ในรูปของหุ้น Berkshire Hathaway Class B รวมทั้งสิ้น 10 ล้านหุ้น โดยกำหนดให้ทยอยโอนปีละ 5% ไปจนกว่าเขาจะเสียชีวิต หรือจนกว่ามูลนิธิจะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ โดยเขามองว่า การบริจาคด้วยหุ้น สิ่งนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกมาก หากราคาหุ้นยังคงขยับขึ้นอีก
นอกจากมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation เขายังบริจาคให้กับมูลนิธิอื่น ๆ อีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการบริจาคในรูปของหุ้น Berkshire Hathaway Class B ซึ่งมูลนิธิการกุศลอีก 3 แห่งคือมูลนิธิที่บริหารโดยลูก ๆ ของเขา และก็มีมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ภรรยาคนแรกของเขาอีกหนึ่งแห่ง
และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ Warren Buffett ในวัย 95 ปีได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า เขาจะยังคงบริจาคเพื่อการกุศลไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ โดยเขายึดมั่นมาตลอดว่า คนแบบเขานั้นโชคดี เกิดมาในครอบครัวที่พร้อม ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักตั้งแต่อายุยังน้อย ร่างกายยังคงแข็งแรงมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งที่เขาทำได้คือการส่งมอบคืนให้กับสังคม
“จากมุมมองของผม หากโลกนี้มีคนอยู่ 8 พันล้านคน ผมอาจเป็น 1 ใน 10 คนที่โชคดีที่สุดก็ได้ ผมโชคดีที่มีสุขภาพแข็งแรงจนมีชีวิตมาถึงอายุ 95 ปี และโชคดีที่ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักตั้งแต่อายุยังน้อย” พร้อมกับกล่าวต่อว่า “ถ้าพ่อของผมเป็นช่างประปา ผมก็คงไม่ได้รับโอกาสแบบเดียวกัน ผมจึงถือว่าตัวเองโชคดีอย่างเหลือเชื่อ”
Warren Buffett กล่าวด้วยว่า เมื่ออายุมากขึ้น เขายิ่งตระหนักว่า หลายคนในโลกไม่ได้โชคดีเหมือนเขา และสิ่งนี้เองได้หล่อหลอมความเชื่อว่า การทำงานการกุศลเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมของผู้ที่มีความมั่งคั่ง ซึ่งเขาประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2010 ว่าจะบริจาค 99% ของทรัพย์สินทั้งหมดภายในช่วงชีวิตของตัวเอง
CNBC คำนวณว่า หุ้นที่เขาบริจาคไปแล้วมีมูลค่ารวมเกือบ 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดจากมูลค่า ณ วันที่บริจาค) แต่หากคิดตามราคาหุ้นปัจจุบัน มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 159,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว
นอกจากนี้ จากบทสัมภาษณ์เขาระบุด้วยว่า เขามีแผนจะทยอยโอนหุ้น Berkshire Hathaway ทั้งหมดที่เหลืออยู่ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2034 ซึ่งการจะทำตามแผนนี้ เขาจะต้องบริจาคทรัพย์สินเฉลี่ยอย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับมูลนิธิของครอบครัวทั้ง 4 แห่ง (พร้อมกับเผยว่าจะหยุดบริจาคให้กับมูลนิธิ Gates Foundation แล้ว)
ปัจจุบัน Warren Buffett ได้ก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอของ Berkshire Hathaway แล้ว แต่ยังคงรักษาตำแหน่งประธานบริษัทเอาไว้ และยังคงออกมาให้คำแนะนำและสร้างสีสันให้กับตลาดการลงทุนอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชื่นชอบสไตล์การลงทุนของคนในยุคเทคโนโลยีเสียเท่าไหร่ก็ตาม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: Warren Buffett วิจารณ์ตลาดหุ้นยุค AI “นักลงทุนกลายเป็นนักพนัน หุ้นคุณค่าหายากขึ้น”
ตามข้อมูลบน Forbes ปู่ Warren Buffett ที่ทำงานสายลงทุนมากว่า 80 ปี มีความมั่งคั่งอยู่ที่กว่า 139,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดอันดับที่ 10 ของโลก
ที่มา: CNBC [1][2][3], Forbes, EBSCO, Investopedia, Yahoo! Finance
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney