
คนไทยเป็นพ่อค้าแม่ค้าเก่ง แต่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เมื่อทำธุรกิจแล้วได้กำไร มักจะหาทางขยายธุรกิจไม่เจอ แบกรับต้นทุนหนักอึ้ง และต้องปิดธุรกิจลงในที่สุด ชี้ 5 บทเรียนที่นักธุรกิจไม่เคยบอก
บทเวทีตื่นเถิดชาวไทย: Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย เปิดตัว "ไทยมาร์ท" แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ
นพ-พงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn บอกเล่าเรื่อง “บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่เคยบอก พร้อม Case Study” ว่า การค้าขายอยู่คู่กับคนไทยมานาน แต่สิ่งสำคัญคือ แนวคิดของเจ้าของธุรกิจต้องเท่าทันวัฏจักรธุรกิจที่เปลี่ยนไป
โดยเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า เขาเริ่มทำธุรกิจในช่วงอายุ 20 ปี เสียเวลามากมายไปกับการลองผิดลองถูก โดยไม่ได้ศึกษาความรู้เพียงพอ
พร้อมให้มุมมองว่า คนไทยมากมายเป็นพ่อค้าแม่ค้า แต่น้อยคนนักที่จะเรียกตัวเองว่า “นักธุรกิจ” เพราะเมื่อทำธุรกิจไปจนถึงจุดหนึ่งจะพบ “กับดักชนชั้นกลาง” คือ มักมองว่าเมื่อหารายได้มากได้มากขึ้นแล้ว ก็จะไม่มองภาพใหญ่ในการขยายธุรกิจ หรือหากำไรเพิ่มเติม สุดท้ายหลายธุรกิจก็ล้มพับลงไปเพราะเจ้าของธุรกิจเองที่ไม่สามารถไปต่อได้
1. ธุรกิจ = การตลาด + การบริหาร + การเงิน
พงศธร บอกว่า แม้แต่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังชื่นชมว่าคนไทยขายของเก่งมาก แต่ในวงจรของการทำธุรกิจนั้นประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ การตลาด การบริหาร และการเงิน การจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยการค้ำยันทั้ง 3 เสานี้อย่างสมดุล
ยกตัวอย่าง หลายธุรกิจทำยอดขายทางออนไลน์ได้หลักสิบล้าน กอบโกยกำไรมากมาย แต่เมื่อระบบหลังบ้านไม่มีความเสถียร ไม่สามารถส่งสินค้าได้ครบถ้วน เสียเครดิต และสุดท้ายก็จบลงด้วยการขาดทุนย่อยยับ หรือในเคสที่ไม่ร้ายแรงมากก็คือ สามารถรักษายอดขายได้ แต่ไม่สามารถขยายสเกลธุรกิจเพิ่มขึ้น เป็นต้น
2. เลิกพฤติกรรม "Chief Everything Officer" (ที่แปลว่าทำทุกอย่างด้วยตัวเอง)
เมื่อธุรกิจเริ่มไปได้ดี สิ่งแรก ๆ ที่นักธุรกิจจะทำคือ “ขยายทีม” ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต แต่บางที่กลับขยายแบบ "กองโจร" ที่เน้นเพียงจำนวน แต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ทำให้ธุรกิจเป็นวงจรที่หมุนรอบตัวเจ้าของเท่านั้น วันไหนเจ้าของหยุด รายได้ก็หยุดตาม เกิดเป็นรายได้แบบ Active Income 100% วิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจที่แท้จริง เจ้าของธุรกิจต้องสามารถสร้างโครงสร้างและวิสัยทัศน์ที่สามารถส่งต่อให้ผู้อื่นได้ จึงจะเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ
3. รักษาสมดุล "ทรัพยากร-กระบวนการ-สูตรสร้างกำไร"
“วันหนึ่งธุรกิจของคุณขายดีมาก ทำออเดอร์ได้วันละ 7,000 ออเดอร์ ฝ่ายการตลาดดีใจมาก แต่ฝ่ายบัญชีที่มีอยู่ 10 คนทำงานไม่ทัน และขู่จะลาออกยกทีมหากไม่ได้เงินล่วงเวลา”
เจ้าของธุรกิจต้องตัดสินใจอย่างไร? เมื่อขายดี ไม่ได้แปลว่า มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา
สะท้อนให้เห็นว่า ทักษะการบริหารนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง พงศธรได้เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโตประกอบไปด้วยแรงขับ 3 แรงหลัก ๆ ได้แก่ ทรัพยากร กระบวนการ และสูตรสร้างกำไร
อย่างในตัวอย่างที่เมื่อทรัพยากรคนเพิ่มขึ้น สามเหลี่ยมนี้ไม่สมดุล ทำให้กระบวนการไม่เสถียร และสูตรสร้างกำไรไม่ทำงาน สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องทำคือ หาทางให้สามเหลี่ยมนี้กลับมาสมดุลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป
พงศธร ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในกระบวนการที่แทนที่มนุษย์ได้ เช่น ให้ลูกค้ากรอก Google Form เพื่อขอใบกำกับภาษีเอง หรือการใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) ให้ลูกค้าสแกนออกใบเสร็จเอง
4. โปรดจงรู้ว่า ทุกตลาดมีทางตัน
ธุรกิจล้วนมีวัฏจักร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ และมีวิธีรับมือได้แตกต่างกัน
ยกตัวอย่างธุรกิจชานมไข่มุก สาขาแรกลงทุน 1 ล้านบาท ได้ยอดขาย 10 ล้านบาท ขยายเพิ่มอีกสาขาอาจจะได้กำไรเท่ากับสาขาแรก แต่คงไม่สามารถทำซ้ำเป็นสาขาที่ 3 ที่ 4 และต่อ ๆ ไปได้
เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง ตลาดจะเต็ม ทำเลจะหมด และคนจะเริ่มเบื่อ หากผู้บริหารดันทุรังฝืนเปิดสาขาต่อไป ก็จะเสี่ยงขาดทุน
การทำธุรกิจจึงต่อมองภาพให้เป็นเหมือน “ผืนป่าใหญ่” ที่มีทั้งต้นไม้ใหญ่ และ ต้นกล้า
ธุรกิจชานมไข่มุกที่ไปได้ดีเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ มี Hero product และมีเป้าหมายคือ รักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อเติบโตต่ออย่างมั่นคง
ในขณะที่ต้องไม่ลืมที่จะปลูกต้นกล้า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ที่เป็นโอกาสในการทำเม็ดเงินในน่านน้ำใหม่ ๆ หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์เช่นนี้จะทำให้การเติบโตระลอกใหม่เกิดขึ้นได้ไม่สิ้นสุด
5. แบรนด์ คือ ความเชื่อมั่น
ผู้บริโภคทั่วไปอาจสงสัยว่า แบรนด์หนึ่งเปิดตัวสินค้าใหม่บนพื้นฐานปัจจัยอะไรบ้าง? แต่ละแบรนด์คงมีเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่ทุกแบรนด์อยู่บนพื้นฐานของ “ความเชื่อมั่น” กล่าวคือ แบรนด์จะสามารถออกสินค้าใหม่ได้ เมื่อผู้บริโภคเชื่อมั่นในแบรนด์มากพอ
พงศธร ยกตัวอย่าง เหล่าแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks หรือ Dyson ที่ภาพลักษณ์ของแบรนด์แข็งแกร่งพอที่ผู้บริโภคจะยอมจ่าย ไม่ว่าพวกเขาจะออกสินค้าอะไร
หรือแบรนด์ไทยอย่าง Yuedpao ที่สร้างความไว้ใจผ่านจุดแข็ง "ยืดแต่ไม่ย้วย" มื่อตลาดเสื้อยืดเริ่มตัน แบรนด์ก็ไม่ฝืนยิงแอดเพิ่ม แต่เลือกเปลี่ยนมุมธุรกิจไปออกสินค้ากางเกงสำหรับคนทำงานที่เจอปัญหาเป้าขาดง่าย โดยชูจุดเด่นว่ากางเกงยืดได้เป็น 10 เมตร ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้แบรนด์ขยายไปสู่ยอดขายระดับพันล้านได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่า การตลาดและแบรนด์ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่นักธุรกิจไม่ควรมองข้าม
นอกเหนือจากข้อคิดธุรกิจแล้ว พงศธรยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การบริหารจัดการคน คือ ทุกองค์กรต้องการคนเก่ง แต่ถ้าระบบขององค์กรไม่มีความเสถียร และไม่มีศักยภาพในการเติบโต คนเก่งก็จะไม่เข้ามา รวมถึงหากได้คนเก่งเข้ามาแล้ว ผู้นำองค์กรต้องรู้ว่า คนเก่งนั้น เก่งด้านอะไร และศักยภาพของเขาจะพาองค์กรไปทางไหน
ช่วงสุดท้ายบนเวที พงศธรได้กล่าวว่า ไทยมีนักธุรกิจมากความสามารถมากมาย ที่จะส่งเสริมให้ตลาดไทยโตทัดเทียมกับตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยแรงสนับสนุนทั้งในแง่องค์ความรู้ โอกาส และพื้นที่การค้าขาย
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney